โรคหนองใน GONORRHOEA
โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน
12-พ.ค.-2563
title  ในปัจจุบันสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น  ทั้งนี้เนื่องจากพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ปลอดภัย การขาดความรู้ในการป้องกันตนเอง

 โรคหนองใน (Gonorrhoea) คืออะไร?

โรคหนองใน” คือ  โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สามารถพบได้บ่อยมากเป็นอันดับแรกสุด คือพบได้ประมาณ  40 - 50% ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคหนองใน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ  โรคหนองในแท้ หรือ โกโนเรีย (Gonorrhoea) เกิดจากการติดเชื้อ Neisseria gonorrhoeae ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่กันเป็นคู่หันด้านเว้าเข้าหากัน ดูคล้ายเมล็ดกาแฟหรือเมล็ดถั่ว ย้อมสีแกรมติดสีแดง เชื้อนี้จะทำให้เกิดโรคเฉพาะเยื่อเมือก Mucous Membrance เช่น เยื่อเมือกในท่อปัสสาวะ ช่องคลอด ปากมดลูก เยื่อบุมดลูก ท่อรังไข่ ทวารหนัก เยื่อบุตา คอ เป็นต้น โดยเชื้อนี้มีระยะฟักตัวเร็ว คือประมาณ 1-10 วัน ส่วน โรคหนองใน อีกประเภท คือ โรคหนองในเทียม (Non Gonococcal Urethritis) หรือ NSU เป็นการอักเสบของท่อปัสสาวะที่เกิดจากเชื้อโรคอื่น ๆ ที่ไม่ใช่หนองในแท้ 

รู้หรือไม่ !!

ช่วงปี พ.ศ. 2543 - 2544 กลุ่มอายุ 25 – 34 ปี พบการป่วยด้วยโรคหนองในสูงที่สุด แต่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา พบกลุ่มอายุ 15 – 24 ปี มีอัตราป่วยสูงที่สุด ขณะที่กลุ่มอายุอื่น ๆ มีแนวโน้ม ค่อนข้างคงที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ แบบแผนของการระบาดที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต อีกทั้งยังสะท้อนถึงพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ที่มีอายุน้อยลง   อ้างอิง : สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ปัจจัยเสี่ยง

 ชายร่วมประเวณีกับหญิงที่มีเชื้อหนองในจะติดเชื้อประมาณ 30 % ส่วนหญิงร่วมประเวณีกับชายที่มีเชื้อหนองใน จะมีโอกาสจะติดเชื้อประมาณ 80 %

อาการ  โดยทั่วไป โรคหนองในจะแพร่เชื้อไว้ในท่อปัสสาวะในชาย และในท่อปัสสาวะและปากมดลูกในสตรี นอกจากนั้นมันอาจแพร่เชื้อในทวารหนักและในลำคอได้ด้วย ทั้งนี้ลักษณะอาการที่สามารถพบได้คือ ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะขัด และมีหนองสีเหลืองข้นไหลจากท่อปัสสาวะ อาการปัสสาวะขัดจะรุนแรงมาก และบางรายอาจลุกลามไปยังต่อมลูกหมาก และท่อนำน้ำเชื้ออสุจิได้ ส่วนในหญิงเชื้อมีโอกาสลุกลามไปยังมดลูกและปีกมดลูก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการอักเสบและภาวะเป็นหมันตามมาได้ และถ้าหญิงมีครรภ์มีเชื้อหนองในเวลาคลอดอาจทำให้ทารกแรกคลอดติดเชื้อเกิดอาการตาอักเสบได้

ชาย

หญิง

อาการของโรคหนองในขึ้นอยู่กับบริเวณที่ติดเชื้อ ในชายบางคน โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคหนองที่ทวารหนักและลำคอ จะไม่มีร่องรอยหรืออาการใดๆ เลย แต่ถ้ามีอาการเกิดขึ้น อาจรวมถึง - มีของเหลวข้นสีเหลืองหรือขาวที่ไหลออกจากองคชาต - เจ็บหรือลำบากในการถ่ายปัสสาวะ - บริเวณรอบๆ รูองคชาตเป็นสีแดง - มีของเหลวออกจากทวารหนักและรู้สึกไม่สบายเนื้อตัว - เจ็บคอ แห้ง สตรีส่วนใหญ่ไม่มีร่องรอยหรืออาการใดๆแต่ถ้ามีอาการเกิดขึ้น อาจรวมถึง - มีของเหลวออกจากช่องคลอดมากผิดปกติ - ประจำเดือนมาไม่ปกติ - ถ่ายปัสสาวะลำบาก - เจ็บอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะขณะมีเพศสัมพันธ์ - มีของเหลวออกจากทวารหนักและรู้สึกไม่สบายเนื้อตัว - เจ็บคอ แห้ง**หากทิ้งไว้ไม่รับการรักษา โรคหนองในอาจแพร่สู่มดลูกและท่อทางเดินรังไข่ ทำให้เกิดโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ (พีไอดี)ซึ่งอาจนำไปสู่อาการแทรกซ้อนต่างๆ รวมทั้งการเป็นหมัน**

Q : โรคหนองในแพร่กระจายได้อย่าง

A: ทันที เมื่อมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปากโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย

ควรพบแพทย์เมื่อไร?
หากมีอาการปัสสาวะแสบขัด หรือมีอาการปวด หรือผื่นขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ ควรหยุดการมีเพศสัมพันธ์ แล้วรีบปรึกษาแพทย์ ถ้าแพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคหนองใน และหลังได้รับการรักษาแล้ว เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำอีก ควรแจ้งให้คู่นอนมารับการรักษาด้วย และให้งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าอาการจะหายดีแล้ว
การรักษา : การรักษาโรคหนองใน คือ การใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งใช้ได้ผลดี แต่ในหลายพื้นที่อาจมีเชื้อดื้อยาได้ ดังนั้น หลังการรักษา ถ้ายังคงมีอาการ จึงควรต้องกลับมาปรึกษาแพทย์อีกครั้ง สำหรับในผู้หญิงที่มีอาการหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ ร่วมกับมีไข้สูง ปวดท้องน้อย ขัดเบา ตกขาว อาจเป็นปีกมดลูกอักเสบเฉียบพลัน ควรส่งโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมงนอกจากนั้น จำเป็นต้องตรวจหาการติดเชื้อที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ที่อาจพบร่วมด้วยโดยเฉพาะ เชื้อ เอชไอวี (HIV) หรือ โรคเอดส์ 

How do I avoid getting infected again !!

การปฏิบัติ และ การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

  1. งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหายทั้งผู้ป่วยและคู่นอน ถ้าจำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัย
  2. รับประทานยา หรือรับการรักษาจนครบตามแผนการรักษาของแพทย์
  3. ดูแลความสะอาดร่างกาย และความสะอาดของเสื้อผ้า ชุดชั้นใน ไม่ใส่ซ้ำ ไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น
  4. ดูแลความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ทุกครั้งหลังขับถ่ายโดยล้างจากด้านหน้าไปด้านหลัง แล้วซับให้แห้งด้วยผ้าหรือทิชชูที่สะอาด
  5. มารับการตรวจรักษาตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ
  6. ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ตกขาวมีกลิ่นเหม็น หรือมีหนองไหลจากอวัยวะสืบพันธุ์ ควรไปพบแพทย์ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง
  7. หากคู่นอนมีอาการน่าสงสัย ควรแนะนำ พามาพบแพทย์ และใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์

ศูนย์สุขภาพสตรี อาคาร 1 ชั้น 4 โทร. 02-2717000 ต่อ 40397-99