ภาวะกระดูกหัก เสี่ยงเกิดได้ทุกเวลา
ภาวะกระดูกหัก คือ ภาวะที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือเกิดจากภาวะอื่น ๆ แต่ส่วนใหญ่จะเจอน้อยกว่าอุบัติเหตุ ส่งผลทำให้กระดูกมีการหักหรือเคลื่อน ซึ่งจะสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุจนทำให้เกิดอาการปวด บวม หรือมีเลือดออกตรงบริเวณที่หักตามมา
กระดูกหักสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้
1. กระดูกหักแบบปกติ คือ เกิดจากอุบัติเหตุ ที่แรงนั้นทำให้กระดูกปกติหักได้
2. กระดูกหักแบบผิดปกติ (Pathologic fractures) คือภาวะที่กระดูกหักได้ภายใต้แรงภายที่เกิดกับกระดูกเพียงเล็กน้อยหรือแรงนั้นไม่สามารถที่จะทำให้กระดูกปกตินั้นหักได้ ซึ่งประเภทนี้จะเจอได้น้อยกว่ากระดูกหักแบบปกติ สามารถเจอได้ในสาเหตุต่างๆกันเช่น
อาการกระดูกหัก
อาการที่สงสัยภาวะกระดูกหัก มีดังต่อไปนี้
1. มีอาการ แขนผิดรูป หรือ ขาผิดรูป หลังจากที่ผู้ป่วยเกิดอุบัติเหตุมา
2. มีอาการปวดมากจนไม่สามารถขยับแขน ขา หรือบริเวณที่สงสัยกระดูกหักได้
3. เมื่อคลำหรือจับบริเวณที่ได้รับการบาดเจ็บจะมีเสียงดัง กรอบแกรบ
4. อาการอื่นๆที่มีความน่าจะเป็นภาวะกระดูกหักหรือไม่ก็ได้ เช่น ปวด บวม มีรอยช้ำ
ผู้ป่วยที่มาด้วยอาการเหล่านี้ จะมีการตรวจ X-Ray ประกอบการวินิจฉัยเพิ่มเติม ว่ามีภาวะกระดูกหักจริงหรือไม่ หักที่ตำแหน่งใดของกระดูกนั้น ๆ และต้องทำการรักษาอย่างไรต่อไป
สาเหตุกระดูกหักแบบปกติที่เกิดจากอุบัติเหตุ
สามารถแบ่งสาเหตุได้จากแรงที่ทำให้เกิดดังนี้คือ Low energy mechanism และ high energy mechanism
Low energy mechanism เช่น
High energy mechanism เช่น
ซึ่งความสำคัญของการแยกสาเหตุข้างต้นก็เพื่อทำให้รู้ถึงความบอบช้ำของเนื้อเยื่ออ่อนรอบๆกระดูกที่หักด้วย เพราะการรักษากระดูกหักไม่ควรคำนึงแค่เรื่องกระดูกที่หักอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงเนื้อเยื่ออ่อนด้วย ว่าพร้อมที่ผ่าตัดเข้าไปรักษาเลยหรือรอให้เนื้อเยื่ออ่อนนั้นพร้อมก่อน ในกรณีที่เกิดจาก low energy mechanism ถ้ากระดูกนั้นมีข้อบ่งชี้ผ่าตัด ก็อาจจะสามารถทำการผ่าตัดได้เลย เพราะเนื้อเยื่ออ่อนไม่บอบช้ำมาก แต่กลับกัน ถ้าเกิดจาก high energy mechanism ก็ควรรอให้เนื้อเยื่ออ่อนนั้นพร้อมที่จะผ่าตัดเสียก่อน
การรักษากระดูกหัก
สำหรับการรักษาผู้ป่วยที่วินิจฉัยแล้วว่ากระดูกหักจริง จะมีการรักษาอยู่ 2 ทางเลือกคือการรักษาด้วยการผ่าตัดและไม่ผ่าตัด
ดังนั้นทางแพทย์ผู้รักษาจะดูว่าผู้ป่วยรายนั้นมีข้อบ่งชี้ถึงการรักษาด้วยการผ่าตัดหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จะแนะนำไปในการรักษาด้วยวิธีการไม่ได้ผ่าตัด (conservative treatment) เช่น การใส่เฝือก หรือใส่ที่คล้องแขน หรือแม้แต่นอนบนเตียงเพื่อลดปวด เป็นต้น
แต่ถ้าผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ที่ต้องผ่าตัด ก็มีวิธีการรักษาหลายแบบเช่น ใส่แผ่นเหล็ก (Plate) หรือใส่เหล็กแท่งภายในโพรงกระดูก (nail) ขึ้นกับตำแหน่งของกระดูกที่หักและข้อบ่งชี้ในการใช้อุปกรณ์แต่ละอย่างด้วย เป็นต้น
เกณฑ์ที่มักใช้ในการเลือกเข้ารับการผ่าตัด ดูจาก 3 ปัจจัยหลักๆ ดังนี้
1. ปัจจัยจากกระดูก ก็คือดูว่าลักษณะหรือตำแหน่งของกระดูกที่หักนั้น ควรหรือต้องได้รับการพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดหรือไม่ เช่น หักที่ตำแหน่งกระดูกต้นขา เนื่องจากเป็นกระดูกที่โอกาสกระดูกสบกันดีไม่เคลื่อนจากกันเป็นไปได้ยากถ้ารักษาด้วยการไม่ผ่าตัด ทำให้ถ้าไม่ผ่าตัด จะติดได้ไม่ดีส่งผลถึงความพิการในการเดิน การใช้ชีวิต ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับการรักษาด้วยการผ่าตัด
2. ปัจจัยจากสิ่งที่เกี่ยวข้องอื่นของกระดูกที่หัก เช่น กระดูกหักแบบมีแผลเปิด ซึ่งด้วยความที่กระดูกมีแผลเปิดเสี่ยงต่อการติดเชื้อถ้าไม่ได้รับการล้างกระดูกที่หักอย่างเหมาะสม ก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเป็นต้น หรือการที่กระดูกข้อมือหัก2ข้าง การรักษาด้วยการผ่าตัดก็จะฟื้นตัวได้ไวกว่า และกลับไปใช้ง่ายได้เร็วกว่าที่จะต้องรักษาด้วยการใส่เฝือก
3. ปัจจัยจากผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยที่ไม่ประสงค์ที่ใส่เฝือกเป็นเวลานาน ต้องการกลับไปใช้งานที่รวดเร็วขึ้น ก็เลือกแบบผ่าตัดได้
รายละเอียดวิธีการรักษา
การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
ข้อดีการรักษาแบบไม่ผ่าตัด คือ ไม่เจ็บปวดจากการผ่าตัด ไม่ต้องเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด
ข้อเสียการรักษาแบบไม่ผ่าตัด คือ เคลื่อนไหวอวัยวะนั้นได้ช้า อาจจะมีอาการปวดเรื้อรังได้ในอนาคต กระดูกที่แตกร้าวอาจสมานตัวเองได้ไม่เหมาะสม
การรักษาแบบผ่าตัด
ข้อดีของการผ่าตัด คือ ทำให้เคลื่อนไหวอวัยวะนั้นได้เร็ว กระดูกได้รับการจัดเรียงอยู่ในแนวที่ดีขึ้น
ข้อเสียการรักษาแบบผ่าตัด คือ การติดเชื้อจากแผลผ่าตัด การเสียเลือดจากการผ่าตัด ปวดบริเวณที่ผ่าตัด มีโอกาสบาดเจ็บต่อเส้นเลือดเส้นประสาท
ภาวะแทรกซ้อนของกระดูกหัก
การดูแลตนเองหลังการรักษากระดูกหัก
มักจะแบ่งการรักษาตามช่วงกลไกการสมานกระดูก
โดยช่วงแรกคือช่วงระยะอักเสบเกิดในช่วง 4 - 5 วันแรก การรักษาช่วงนี้คือ งดกิจกรรมที่ต้องใช้แรงหนัก ๆ หรือการลดการขยับบริเวณอวัยวะที่หักในช่วงแรกหลังการรักษาเพื่อลดอาการปวด
ช่วงต่อมาคือช่วงกระดูกเริ่มมีการติดเหนียวไปจนกระทั่งมีก้อนกระดูกสร้างใหม่ มักเกิดในช่วงหลัง 6สัปดาห์นับจากช่วงที่มีการหักของกระดูก แต่การสมานตัวของกระดูกก็จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเช่น หาก ผู้ป่วยอายุน้อยกระดูกก็จะติดเร็วกว่า ผู้ป่วยที่อายุเยอะ ผู้ป่วยที่ไม่สูบบุหรี่ก็จะติดเร็วกว่าผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ เป็นต้น ในช่วงนี้ ในผู้ป่วยที่รักษาโดยการใส่เฝือกก็จะได้รับการถอดเฝือกให้เริ่มขยับอวัยวะนั้นได้มากขึ้น หรือผู้ป่วยที่ผ่าตัด ก็ได้รับอนุญาตให้ลงน้ำหนักได้มากขึ้นเป็นต้น
ช่วงสุดท้ายที่คือฟื้นฟู ผู้ป่วยจะได้รับการกระตุ้นให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเอ็นกล้ามเนื้อกลับมาแข็งแรงเพื่อให้ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมที่สุด
อนึ่ง ในปัจจุบันการผ่าตัดโดยใช้ แผ่นเหล็ก (plate) และ แท่งเหล็ก (nail) มีวัสดุที่ดีขึ้น เทคนิคการผ่าตัดใน ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องผ่าเปิดแผลใหญ่ ลดการทำลายเนื้อเยื่ออ่อนได้และ มีการผ่าตัดแผลที่เล็กลงที่เรียกว่า Minimally Invasive Plate Osteosynthesis (MIPO) จึงทำให้การฟื้นตัวของผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออ่อนให้น้อยลง เสียเลือดน้อยลง และยังคงรักษาชีวภาพรอบๆ กระดูกที่หัก หรือหลอดเลือดไว้ได้มากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้มีการฟื้นตัวที่ไวขึ้น กระดูกมีโอกาสสมานตัวได้มากขึ้นหลังการผ่าตัด
“ อุบัติเหตุมักจะเกิดจากความไม่คาดคิด ดังนั้น จึงควรเริ่มจากการใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง”
🔹บทความสุขภาพ🔹
➮ อุบัติเหตุ กระดูกไหปลาร้าหัก
➮ กระดูกหัก (BONE FRACTURE) อาการบาดเจ็บที่ต้องรักษาอย่างถูกวิธี
➮ อุบัติเหตุฉุกเฉิน เพราะทุกนาที มีค่าต่อชีวิต
➮ เอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีก หากไม่รีบรักษา เสี่ยงข้อเข่าเสื่อมในอนาคต
สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม
แผนกศัลยกรรม กระดูกและข้อ โรงพยาบาลเปาโล เกษตร
โทร. 02 1500 900 ต่อ 5114
Facebook : โรงพยาบาลเปาโล เกษตร
Line official account : Paolo Hospital Kaset
Line ID : @paolokaset