ตรวจหาแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ ลดอันตรายจาก "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน”
โรงพยาบาลเปาโลสมุทรปราการ
17-มิ.ย.-2564
     การตรวจหาแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Calcium Score) หนึ่งในโรคร้ายที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวโน้มในการเพิ่มมากขึ้นทุกปี คือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อย ไม่สามารถออกกำลังกาย หรือทำกิจวัตรประจำวันอื่น ๆ ได้ โดยกลุ่มที่เสียชีวิตจากโรคนี้ มักมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลัน สาเหตุจากการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด และยังมีการสะสมของแคลเซียม หรือหินปูนร่วมอยู่ด้วย เป็นสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดมีลักษณะแข็งและตีบตัน ซึ่งไม่ได้เกิดจากผู้มีอายุมาก หรือภาวะหลอดเลือดเสื่อมเพียงอย่างเดียว คนที่มีปัญหาโรคหลอดเลือดแดง เช่น ไขมันในเส้นเลือดผิดปกติ ไขมันเกาะผนังหลอดเลือดทำให้เกิดคราบไขมันจับตามท่อน้ำ เป็นต้น การตรวจจะใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CT Scan) ข้อดีของเครื่อง คือใช้ระยะเวลาตรวจน้อย มีความแม่นยำสูง

อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
1.เจ็บแน่นหน้าอก
2.เหนื่อยง่ายขณะออกแรง
3.หัวใจล้มเหลวเฉียบพลันและเรื้อรัง
4.ความดันโลหิตต่ำเฉียบพลัน
5.หมดสติหรือหัวใจหยุดเต้น


     การตรวจจะใช้เวลาประมาณ 10 นาที ไม่มีความเจ็บปวด และไม่ต้องนอนโรงพยาบาล อีกทั้งไม่ต้องฉีดสีสวนหัวใจ แต่ได้ ภาพที่มีความคมชัด เพราะตัวเครื่องจับภาพด้วยความเร็วศูงและจับภาพขณะที่หัวใจเต้นได้ดี บอกถึงปริมาณหินปูนที่สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดหัวใจว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจหรือไม่ สามารถใช้เป็นข้อมูลวิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วย เพื่อตัดสินใจให้การรักษาให้เหมาะสมสําหรับผู้ป่วยแต่ละรายได้

ผลตรวจแบบไหนถึงมีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
    หากผลตรวจได้ค่าระหว่าง 0-400 มีโอกาสต่ำ ถึงปานกลางที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ หากได้ค่าตั้งแต่ 400 ขึ้นไป ผู้ตรวจอาจมีภาวะหลอดเลือดตีบแอบแฝงอยู่ ซึ่งภายในระยะเวลา 2-5 ปี จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบสูงมาก แม้ว่าผู้ตรวจจะมีอาการหรือไม่ก็ตาม

1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยง เช่น งดสูบบุหรี่ หรือลดปริมาณลง รับประทานอาหารที่มีพลังงานต่ำกากใยสูง (ผัก ผลไม้) หลีกเลี่ยงอาหารหรืองดอาหารไขมันอิ่มตัวสูง เช่น ไข่นกกระทา หอยทุกชนิด กุ้งทุกชนิด มายองเนส เนยเหลว ครีม มาการีนแข็ง ลดอาหารที่มีกะทิ และอาหารทอดทุกชนิด จำกัดการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม เพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นต้น
2. ปรึกษาแพทย์เพื่อดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะรายที่มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน รวมถึงในรายที่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเกิดขึ้นบ้างแล้ว ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางหัวใจเพื่อรับคำปรึกษา ตรวจประเมินหลอดเลือดหัวใจด้วยการเดินสายพานอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 20-30 นาที/ครั้ง สัปดาห์ละ 3 ครั้ง
4. ดูแลสุขภาพจิต พยายามทำใจให้รื่นเริงไม่เคร่งเครียด หงุดหงิด

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการผิดปกติให้สังเกต เช่น เจ็บหน้าอกแล้วหายใจไม่สะดวก เวียนศีรษะ มึนงง เหมือนเป็นลม ใจสั่น เจ็บหน้าอกจนเหงื่อแตกหมดแรง ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหัวใจก่อนสาย

สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม
โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ
โทร 02-363-2000
Line official account : Paolo Hospital Samutprakarn