ถ้าคุณมีอาการปวดเข่าเป็นพัก ๆ เสียงในข้อ บวม เดินไม่คล่อง หรือเริ่มขาโก่ง = เข่าอาจกำลังเสื่อมแล้วยิ่งพบแพทย์เร็วเท่าไร ยิ่งมีโอกาส “รักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด” ได้มากขึ้น ลดความเจ็บปวด และใช้ชีวิตได้คล่องตัวกว่าเดิม
5 สัญญาณเตือนของข้อเข่าเสื่อม พร้อมวิธีรักษาและป้องกันข้อเข่าเสื่อม มักเริ่มจากอาการเล็ก ๆ แต่ถ้าปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าได้ ดังนั้น “การรู้ทันสัญญาณเตือนให้เร็วที่สุด” คือวิธีป้องกันความรุนแรงและชะลอโรคได้ดีที่สุด
ระยะของข้อเข่าเสื่อมทั้ง 5 ระยะ1) ระยะปกติ (Healthy Joint)- กระดูกอ่อนเรียบ สม่ำเสมอ
- มีน้ำหล่อเลี้ยงข้อเพียงพอ
- ไม่มีการอักเสบ
➡️ ยังไม่มีอาการ
2) ระยะเริ่มมีการสึก (Early Osteoarthritis)- กระดูกอ่อนเริ่มบางลงเล็กน้อย
- เริ่มมีการอักเสบในเยื่อบุข้อแบบอ่อน ๆ
- ช่องว่างระหว่างกระดูกเริ่มแคบ
➡️ อาจเริ่ม “ปวดเข่าเล็กน้อย” เวลาเดินเยอะ
3) ระยะปานกลาง (Moderate Osteoarthritis)- กระดูกอ่อนสึกมากขึ้น
- เยื่อบุข้ออักเสบชัดเจน
- มีการเสียดสีกันของผิวข้อ
➡️ มีอาการปวดบ่อย เดินนานไม่ได้ มีเสียง “ก๊อบแก๊บ”
4) ระยะรุนแรง (Severe Osteoarthritis)- กระดูกอ่อนบางจนเกือบหมด
- ผิวกระดูกเสียดสีกันโดยตรง
- มีอาการบวม อักเสบ เดินลำบาก
➡️ ปวดแทบทุกวัน โดยเฉพาะขึ้น–ลงบันได
5) ระยะกระดูกสึกและผิดรูป (End-Stage Osteoarthritis)- กระดูกอ่อนหายไปเกือบหมด
- กระดูกผิดรูป ขาโก่ง
- เจ็บมากแม้ไม่ได้ใช้งาน
- คุณภาพชีวิตลดลงอย่างมาก
➡️ มักเป็นระยะที่แพทย์พิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า
5 สัญญาณเตือนสำคัญของข้อเข่าเสื่อม- ปวดเข่าขณะเดิน ขึ้น-ลงบันได หรือหลังใช้งานนาน ๆ อาการปวดแบบหน่วง ๆ ลึก ๆ ด้านในเข่า มักเป็นสัญญาณเริ่มต้นของกระดูกอ่อนเริ่มสึกหรอ
- มีเสียง “กึ๊ก ก๊อก กรอบแกรบ” ในข้อเข่า เสียงเกิดจากผิวข้อที่ไม่เรียบเสียดสีกัน ไม่ได้อันตรายทันทีแต่เป็น “ตัวเตือนระยะต้นมาก ๆ”
- เข่าบวม รู้สึกร้อน หรือกดเจ็บเป็นช่วง ๆ แสดงว่ามีการอักเสบในข้อเข่า ซึ่งมักเกิดร่วมกับข้อเข่าเสื่อมระยะกลางขึ้นไป
- เหยียดเข่าไม่สุด งอเข่าไม่เต็มที่ ข้อเข่าเริ่มติด ขยับไม่คล่อง ทำให้การเดิน การลุกนั่งลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ
- ขาโก่ง ขาเอียงลงน้ำหนักไม่เท่ากัน เป็นสัญญาณว่าข้อเข่าเสื่อมลุกลามไปไกลแล้ว เพราะกระดูกอ่อนสึกไม่เท่ากันจนทำให้โครงสร้างขาผิดรูป
วิธีการรักษาข้อเข่าเสื่อม1. การรักษาแบบไม่ใช้ยา- ลดน้ำหนัก 5–10% ช่วยลดแรงกดที่เข่าได้มาก
- หลีกเลี่ยงการนั่งพับเพียบ ขัดสมาธิ ย่อตัวนาน ๆ
- ออกกำลังกายแบบแรงกระแทกต่ำ เช่น เดินช้า ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน
- ประคบร้อน/เย็นเมื่อมีอาการปวดหรือบวม
2. การใช้ยาและการทำกายภาพบำบัด- ยาลดอักเสบเฉพาะระยะที่มีการอักเสบ
- เสริมกล้ามเนื้อรอบเข่าเพื่อช่วยพยุงข้อ
- อัลตราซาวด์ลดปวด
- กระตุ้นไฟฟ้าลดอาการปวด
3. การฉีดสารสะกดข้อ / เจลหล่อลื่นเข่า (Hyaluronic Acid)- เหมาะสำหรับผู้ที่ปวดเรื้อรังแต่ยังไม่ถึงขั้นผ่าตัด
- ช่วยลดปวด เพิ่มความลื่นในข้อ และยืดเวลาจนต้องผ่าตัดออกไปได้หลายปี
4. PRP/Stem Cell (ขึ้นกับดุลยพินิจแพทย์)- ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อในรายที่ข้อเข่าเสื่อมไม่รุนแรงถึงปานกลาง
5. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (TKA)- ใช้เมื่อผู้ป่วยปวดมาก เดินไม่ได้ หรือมีขาโก่งมาก
- ปัจจุบันมีแบบ แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว เจ็บน้อย อยู่โรงพยาบาลเพียง 2–3 วัน
การป้องกันข้อเข่าเสื่อม เพื่อไม่ให้ต้องรักษาซ้ำ- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- เลี่ยงกิจกรรมกระแทกแรง เช่น กระโดด วิ่งลงเขา
- ยืดเหยียดและบริหารกล้ามเนื้อต้นขาเป็นประจำ
- เลือกรองเท้าที่ซัพพอร์ตดี ลดแรงกระแทก
- ตรวจข้อเข่าปีละครั้ง โดยเฉพาะอายุ 40+ หรือมีประวัติครอบครัว
รับชมคลิป เช็คระยะ "ข้อเข่าเสื่อม" ก่อนลุกลาม
บทความโดยนพ.ณัฐธนนท์ อนันต์ฉัตรสกุล
แพทย์เฉพาะทางศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ ข้อสะโพกและข้อเข่า
ปรึกษาปัญหาสุขภาพ
โรงพยาบาลเปาโล รังสิต
โทร 0-2577-8111 ต่อ 2 หรือ 1772
รับข่าวสารและกิจกรรมทางสุขภาพดีๆ ได้ที่Facebook : โรงพยาบาลเปาโล รังสิต