เป็นมะเร็งกินอะไร คู่มือโภชนาการสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

คู่มือโภชนาการสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

     เมื่อได้รับการวินิจฉัยโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนในครอบครัว ย่อมสร้างความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว การดูแลเรื่องอาหารการกินเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลควรให้ความสำคัญเท่ากัน

ทำไมโภชนาการถึงสำคัญต่อผู้ป่วยมะเร็ง?
     การกินดีมีประโยชน์ในระหว่างการรักษามะเร็ง คือส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับโรค

ผลกระทบของการขาดสารอาหาร

  • ร่างกายอ่อนแอลง ทำให้ไม่สามารถทนต่อการรักษาได้ดีเท่าที่ควร และอาจต้องหยุดพักการรักษาชั่วคราว
  • ภูมิต้านทานต่ำ เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  • คุณภาพชีวิตแย่ลง เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรงทำกิจกรรมต่างๆ
  • อันตรายถึงชีวิต มีการประมาณการว่าร้อยละ 10-20 ของผู้ป่วยมะเร็งเสียชีวิตจากภาวะขาดสารอาหาร ไม่ใช่จากโรคมะเร็งเอง
ดังนั้น การดูแลเรื่องอาหารการกินจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และควรเริ่มตั้งแต่ได้รับการวินิจฉัยโรคมะเร็ง



สัญญาณเตือนของการขาดสารอาหาร
     การสังเกตตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ป่วยและผู้ดูแลควรใส่ใจสัญญาณเหล่านี้เพื่อประเมินภาวะโภชนาการเบื้องต้นและรายงานให้แพทย์ทราบ
  • น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว (มากกว่า 2-3 กิโลกรัมต่อสัปดาห์)
  • ไม่มีความหิวหรือสูญเสียความต้องการอาหาร
  • อาหารไม่อร่อย หรือเปลี่ยนไป
  • ท้องอืด ท้องเสีย หรือท้องผูก
  • ความเหนื่อยและอ่อนแรงที่ไม่หายไป
  • มีแผลในช่องปากหรือคอที่ทำให้รับประทานอาหารได้ลำบาก
หลักโภชนาการสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง
     เป้าหมายหลักของการกินในผู้ป่วยมะเร็งคือ การได้รับพลังงานและสารอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อรักษาน้ำหนักตัว และเสริมสร้างความแข็งแรง

พลังงานและโปรตีน

     การได้รับพลังงานและโปรตีนที่เพียงพอต่อวัน คือหัวใจสำคัญของโภชนาการที่ดี ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่ต้องการปริมาณแคลอรี่และโปรตีนมากขึ้น เพื่อชดเชยปริมาณที่ร่างกายหลั่งไหลออกมา
     ในผู้ป่วยมีน้ำหนักลดลงมากและมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน (ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ป่วยมะเร็ง) การเพิ่มสัดส่วนพลังงานจากไขมันและลดคาร์โบไฮเดรตเพียงเล็กน้อยอาจเป็นประโยชน์

แหล่งโปรตีนที่ดี
  • เนื้อไก่ เนื้อปลา เนื้อแดง
  • ไข่ นม และผลิตภัณฑ์นมอื่นๆ
  • ถั่วต่างๆ ถั่วลิสง
  • ธัญพืชและเมล็ดพืช


วิตามินและแร่ธาตุ

     ควรได้รับวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณที่เพียงพอตามคำแนะนำในแต่ละวันซึ่งสามารถอ้างอิงได้จากปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน (Dietary Reference Intakes)
     ไม่แนะนำให้เสริมวิตามินหรือแร่ธาตุในปริมาณสูงเป็นพิเศษหากไม่มีภาวะขาดสารอาหารเฉพาะเจาะจง เพราะงานวิจัยหลายชิ้นแสดงว่า การเสริมในปริมาณสูงอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย

การกินอาหารให้ได้เพียงพอ

     ผู้ป่วยมะเร็งมีก้อนในช่องท้อง หรือมีภาวะท้องมาน ส่งผลให้กินอาหารได้น้อยในแต่ละมื้อ การแบ่งกินเป็นมื้อเล็ก ๆ บ่อย ๆ (5-6 มื้อต่อวัน) จะช่วยให้ได้รับปริมาณอาหารที่เพียงพอกว่า
  • กินอาหารเมื่อมีความหิวเท่านั้น
  • เลือกอาหารที่ชอบ
  • ลองเมนูใหม่ๆ เพื่อให้อาหารไม่น่าเบื่อ
  • เลือกรับประทานอาหารภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากทำกิจกรรมหรือพบแพทย์
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
     นอกจากนี้ การเสริมด้วยผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ ในกรณีที่กินอาหารปกติได้ไม่เพียงพอ แพทย์หรือนักโภชนาการอาจแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทางการแพทย์หรือสูตรพิเศษสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง
     ในบางกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหารทางปากได้อย่างเพียงพอ แม้จะพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว อาจต้องพิจารณาการให้อาหารทางเส้นเลือดหรือผ่านท่อให้อาหาร
หลีกเลี่ยงอาหารที่อ้างว่า "รักษามะเร็งได้"

อาหารสูตรพิเศษเหล่านี้ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารมากขึ้นและเป็นอันตรายต่อการรักษา

อาหารดีท็อก (Detox)  ไม่มีประโยชน์ต่อการรักษามะเร็ง
แคโรทีนอิด (Carotenoid) ในปริมาณสูง  อาจมีความเสี่ยงในบางประเภทของมะเร็ง
โซเดียมซีลีไนต์ (Sodium Selenite)  ต้องใช้เฉพาะภายใต้การดูแลแพทย์เท่านั้น
สารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง  ต้องระมัดระวังเพราะอาจขัดขวางการรักษา
หากไม่แน่ใจว่าอาหารเสริมหรือสูตรอาหารใดปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนใช้เสมอ
การออกกำลังกายควบคู่กับการดูแลโภชนาการ
     การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีของผู้ป่วยมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการ รักษาหรือหลังการรักษา
  • ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะซึมเศร้า
  • ช่วยปรับปรุงการไหลเวียนของเลือด
  • ลดอาการวิตกกังวลและความเครียด
  • เพิ่มความมั่นใจและพลังใจ
  • รักษาน้ำหนักตัวและกล้ามเนื้อ
ควรปรึกษาแพทย์เสมอก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกาย เพื่อให้ได้คำแนะนำที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วย
อาหารที่ควรกิน อาหารที่ควรเลี่ยง
เนื้อสัตว์ โปรตีนจากทะเล (ปรุงสุก สะอาด) เนื้อแดงมากเกินไป
นม ไข่ นมที่มีน้ำตาลสูง
ผักและผลไม้ ผักแห้งที่แต่งรส
น้ำสะอาด น้ำต้มสุก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
ธัญพืชและผลิตภัณฑ์เต็มเมล็ด (Wholegrain) อาหารแปรรูป (Processed food)

เมื่อไหร่ต้องไปหาแพทย์?
     หากคุณหรือคนที่คุณดูแลกำลังเผชิญกับโรคมะเร็ง และมีข้อกังวลเกี่ยวกับโภชนาการ หรือมีอาการเหล่านี้ ควรติดต่อแพทย์หรือนักโภชนาการทันที

  • น้ำหนักลดลงกว่า 5% ภายในเดือนหนึ่ง
  • ไม่สามารถรับประทานอาหารปกติได้มากกว่า 1 สัปดาห์
  • มีอาการไม่เข้าใจ เช่น อาเจียน ท้องเสีย
  • มีแผลในช่องปากหรือคอที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหาร
  • มีความหวาดระแวงเกี่ยวกับการดูแลตัวเองในเรื่องโภชนาการ
     สิ่งสำคัญคือการทำงานร่วมกันเป็นทีมกับบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับการดูแลทางโภชนาการที่ถูกต้องและเหมาะสมตามภาวะของคุณ
FAQ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโภชนาการผู้ป่วยมะเร็ง
ผู้ป่วยมะเร็งควรกินอะไรในระหว่างการรักษา?
อาหารที่มีโปรตีน พลังงาน วิตามินและแร่ธาตุสูง สิ่งสำคัญคือการได้รับสารอาหารครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ผักและผลไม้ ตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักโภชนาการ
อาหารไหนที่ผู้ป่วยมะเร็งต้องหลีกเลี่ยง?
อาหารจำพวก "ซุปเปอร์ฟู้ด" ที่ไม่มีหลักฐานว่ารักษามะเร็ง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ เช่น น้ำหวาน เครื่องดื่มคาเฟอีนหรือหวานจัด และอาหารแปรรูปอื่น ๆ
วิตามินเสริมควรกินหรือไม่?
เฉพาะในกรณีที่แพทย์แนะนำเท่านั้น ไม่ควรกินวิตามินในปริมาณสูงโดยไม่ได้รับคำแนะนำ เพราะอาจขัดขวางการรักษา
 
     บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่การให้คำแนะนำทางการแพทย์ โปรดปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต่อการรักษา หรืออาหารการกินของคุณ ทุกบุคคลมีภาวะที่แตกต่างกัน และสิ่งที่เหมาะสมสำหรับคนหนึ่ง อาจไม่เหมาะสำหรับคนอื่น
 
บทความโดย
นพ.วรพจน์ เชาวะวณิช
สูตินรีแพทย์ สาขามะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลเปาโล เกษตร 



สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม
แผนกสูตินรีเวช โรงพยาบาลเปาโล เกษตร
โทร. 02 1500 900 ต่อ 5420 
Facebook : โรงพยาบาลเปาโล เกษตร
Line official account : Paolo Hospital Kaset
Line ID : @paolokaset