" โรคต้อ " ปัญหาสายตา ที่ไม่ควรมองข้าม
โรงพยาบาลเปาโลเกษตร
27-ธ.ค.-2564
เมื่ออายุมากขึ้น การเสื่อมของดวงตาถือเป็นเรื่องปกติธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน หรือสภาวะสิ่งแวดล้อมรอบตัว ก็สามารถส่งผลเป็นปัจจัยสำคัญเร่งให้ดวงตาเสื่อมก่อนเวลาได้

โรคต้อ ถือเป็นกลุ่มโรคตาที่พบได้บ่อย เมื่อเกิดขึ้นแล้วส่งผลต่อประสิทธิการมองเห็น และมีระดับความรุนแรงที่ทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรได้ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น และจากปัจจัยภายนอกเป็นตัวกระตุ้น โดยมีลักษณะอาการ สาเหตุการเกิดที่แตกต่างกันไปตามแต่ละชนิดของโรคต้อนั้นๆ

ต้อลม
ถือเป็นของโรคต้อ ชนิดที่ไม่มีความอันตรายรุนแรงมากนัก เกิดจาก ฝุ่นละออง ควัน ความร้อน การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ โดยมีลักษณะอาการเยื่อบุตาแดง มีการแสบเคืองตา น้ำตาไหล สามารถดูแลรักษาอาการดังกล่าวได้โดยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หยอดน้ำตาเทียม ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ดวงตา แนะนำสวมแว่นตาป้องกันเมื่อต้องออกไปในพื้นที่สาธารณะที่มีฝุ่น หรือลมแรง

ต้อเนื้อ
คือ ภาวะที่มีเนื้อหนาเกิดขึ้นมาบริเวณตา ทั้งหัวตา และห่างตา โดยต้อเนื้อนี้จะค่อย ๆ ลุกลามเข้าตาดำ และปิดรูม่านตา ทำให้ปิดบังการมองเห็น และทำให้เกิดตามัว โดยมีปัจจัยสำคัญกระตุ้นให้เกิดต้อชนิดนี้ คือ การที่สายตาสัมผัสกับ ฝุ่น ควัน ลมแรง การทำงานกลางแจ้งที่มีอากาศร้อนจัด สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดลอกออก ทั้งนี้หากทำการรักษาไปแล้วผู้ป่วยยังคงอยู่ในสภาวะแวดล้อมแบบเดิม ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้

ต้อกระจก
สาเหตุเกิดได้จากหลายอย่าง เช่น การได้รับแรงกระแทกรุนแรง จากโรคตาเสื่อมบางชนิด จากโรคทางร่างกาย เช่นโรคเบาหวาน หรือเกิดจากความเสื่อมตามธรรมชาติเมื่อผู้ป่วยอายุมากขึ้น โดยเลนส์ตาจะเริ่มขุ่น ไม่ใสเหมือนเดิม ซึ่งโรคต้อกระจกในระยะแรกไม่จำเป็นต้องทำการรักษา แต่หากประสิทธิภาพการมองเห็นลดลงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ อาจต้องพิจาณาการผ่าตัดทำการรักษา

ต้อหิน
สามารถพบได้มากในช่วงอายุ 40 ปี ขึ้นไป เนื่องจากความดันลูกตาที่มีค่าสูงขึ้น จากค่าความดันปกติที่ 20 มิลลิเมตร/ปรอท เพิ่มขึ้นสูงอย่างช้าๆ จาก 20 มิลลิเมตร/ปรอท เป็น 30 – 40 มิลลิเมตร/ปรอท ทำให้กดประสาทตาจนฝ่อไปจนกลายเป็นต้อหินในที่สุด โดยต้อหินมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ

1. ชนิดเฉียบพลัน ความดันลูกตาจะสูงขึ้นอย่างกระทันหัน ทำให้มีอาการตาบวม ปวดตามาก เยื่อบุตาแดง การมองเห็นพร่าเลือน ปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน ควรพบแพทย์ภายในระยะเวลา 6 -12 ชั่วโมง เพื่อจักษุแพทย์ทำการรักษาโดยการหยอดตาลดความดัน หรือพิจารณาการทำเลเซอร์ เพื่อทำให้สายตากลับสู่สภาวะปกติดังเดิม และหากเข้ารับการรักษาช้า จะไม่สามารถกู้สายตาให้กลับมาเป็นปกติได้

2. ชนิดเรื้อรัง ความดันตาจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ทำให้ผู้ป่วยไม่ทันรู้ตัว เนื่องจากไม่มีอาการแสดงจากภายนอกหรือไม่มีความเจ็บปวดใดๆ ความดันลูกตาที่ค่อยๆสูงขึ้นจาก 20 มิลลิเมตร/ปรอท เป็น 30 – 40 มิลลิเมตร/ปรอท อย่างช้าๆ ใช้เวลาหลายปี จะกดประสาทตาส่วนที่อยู่รอบนอก ทำให้ลานสายตาเสีย

ส่งผลต่อประสิทธิภาพการมองเห็นที่แคบลง สามารถสังเกตความผิดปกติได้ชัดเจนในช่วงระยะเวลากลางคืน ซึ่งผู้ที่มีปัญหาสายตาอาจเดินชนสิ่งกีดขวางโดยไม่ตั้งใจ หากปล่อยอาการทิ้งไว้นานขึ้นสายตาส่วนกลางจะดับสนิท ซึ่งหากมาพบจักษุแพทย์ในระยะนี้ ก็ไม่สามารถแก้ไขหรือฟื้นฟูประสาทตาให้กลับมาปกติได้ ผู้ป่วยจะสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร

ดังนั้นการตรวจสุขภาพดวงตา ถือเป็นเรื่องดี ที่ควรใส่ใจให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการตรวจวัดความดันลูกตา ที่ควรได้รับการตรวจปีละ 1 ครั้ง ซึ่งค่าความดันลูกตานั้น จะเป็นตัวบ่งชี้ความผิดปกติของดวงตา ช่วยวินิจฉัยจำแนกแยกโรคได้ โดยเฉพาะ โรคต้อ ซึ่งหากทราบความผิดปกติได้รวดเร็ว หรือในระยะแรกเริ่ม ก็จะสามารถวางแผนการดูแลรักษาได้ทันท่วงที ลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นได้

บทความโดย พญ.พวงทอง ไทยเหนือ
จักษุแพทย์ โรงพยาบาลเปาโล เกษตร

สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม
คลินิกหู ตา คอ จมูก
โทร. 02 1500 900 ต่อ 5255
Line official account : Paolo Hospital Kaset
Line ID : @paolokaset