นิ่วในถุงน้ำดี ปวดท้องแบบนี้ไม่ดีแน่นอน
โรงพยาบาลเปาโลสมุทรปราการ
17-ก.ย.-2563

โรคนิ่วในถุงน้ำดีนั้น ถือเป็นโรคในระบบทางเดินอาหาร ที่สามารถเกิดขึ้นได้และมีอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาทันเวลา โดยส่วนใหญ่มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งสามารถพบได้ตั้งแต่อายุ 30 - 50 ปี

ข้อสังเกตุของโรคนี้คือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร อาจทำให้ไปซื้อยามารับประทานเอง จนกระทั่งเกิดอาการรุนแรงถึงมารับการรักษา ดังนั้นการรู้ทันโรคนิ่วในถุงน้ำดีจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

ถุงน้ำดี

ถุงน้ำดี หรือ Gallbladder ถือเป็นอวัยวะบริเวณช่องท้องที่ทำหน้าที่กักเก็บน้ำดี เพื่อให้น้ำดีเข้มข้นพร้อมสำหรับการย่อยไขมัน

โรคนิ่วในถุงน้ำดี

นิ่วในถุงน้ำดี หรือ Gall Stone ถือเป็นโรคในระบบทางเดินน้ำดีที่พบได้บ่อยที่สุด สาเหตุเกิดจากการตกตะกอนของหินปูน หรือคอเลสเตอรอลในน้ำดี จึงทำให้เกิดนิ่วซึ่งลักษณะของนิ่วมีทั้งหมด 3 ประเภท ได้แก่

  • นิ่วจากคอเลสเตอรอล (Cholesterol Stones) อาจมีสีเหลือง ขาว หรือเขียว โดยเกิดจากการตกตะกอนไขมัน เพราะคอเลสเตอรอลเพิ่มมากขึ้นในถุงน้ำดี
  • นิ่วจากเม็ดสี (Pigment Stones) อาจมีสีคล้ำดำ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเลือด โลหิตจาง หรือตับแข็ง
  • นิ่วโคลน (Mixed Gallstones) มีลักษณะคล้ายโคลน เหนียว หนืด โดยเกิดจากการติดเชื้อใกล้ตับ ท่อน้ำดี หรือตับอ่อน

ข้อสังเกตุอาการบอกโรค

ก่อนอื่น ลักษณะอาการของนิ่วในถุงน้ำดีอาจไม่แสดงอาการใด ๆ เลย หรือมีบางอาการ แต่อาจจะไม่ครบทุกอาการดังต่อไปนี้

  • แน่นท้อง อาหารไม่ย่อยหลังทานอาหารไขมันสูง เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง
  • ท้องอืด
  • ปวดร้าวที่ไหล่/หลังขวา
  • ปวดใต้ลิ้นปี่/ชายโครงด้านขวา
  • มีไข้หนาวสั่น
  • คลื่นไส้อาเจียน (ถุงน้ำดีติดเชื้อ)
  • ปัสสาวะสีเข้ม  (เมื่อก้อนนิ่วอุดในท่อน้ำดี)
  • อุจจาระสีขาว (เมื่อก้อนนิ่วอุดในท่อน้ำดี)
  • ดีซ่าน/ตัว-ตาเหลือง  (เมื่อก้อนนิ่วอุดในท่อน้ำดี)
  • ปัสสาวะสีเข้ม  (เมื่อก้อนนิ่วอุดในท่อน้ำดี)


ทั้งนี้ตัวก้อนนิ่วที่ตกตะกอนนั้น อาจมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทราย หรือใหญ่เท่าลูกกอล์ฟ โดยสามารถมีจำนวนตั้งแต่หนึ่งก้อนไปจนถึงหลายร้อยก้อนได้ ซึ่งหากมีขนาดใหญ่อาจทำให้เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดมะเร็งถุงน้ำดีได้เช่นกัน

กลุ่มเสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดีที่ต้องผึงระวัง

  • ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป
  • เพศหญิง 40 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วน หรือน้ำหนักมาก
  • ผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง
  • ผู้ที่มีโรคเบาหวาน
  • ผู้ที่มีโรคเลือด โลหิตจาง หรือธาลัสซีเมีย
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์หลายครั้ง
  • ผู้ที่กินยาคุมกำเนิด
  • ผู้ที่ทานฮอร์โมนจากภาวะหมดประจำเดือน
  • ผู้ที่ผู้ที่อดอาหาร (ถือศีลอด) หรือลดน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว
  • ผู้ที่ทานยาลดไขมันในเลือดบางชนิด
  • ผู้ที่มีพันธุกรรม มีประวัติคนในครอบครัวเคยเปนโรคนิ่วในถุงน้ำดี

ตรวจวินิจฉัย

แพทย์เฉพาะทาง จะทำอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน ซึ่งจะทำให้เห็นรายละเอียดของก้อนนิ่วในถุงน้ำดีได้ชัดเจนการผ่าตัดผ่านกล้อง นิ่วในถุงน้ำดี (Laparoscopic Cholecystectomy)เริ่มแรก แพทย์จะทำการเจาะรูและสอดเครื่องมือเข้าไปในช่องท้อง จากนั้นแพทย์จะทำการเลาะถุงน้ำดีออกจากตับ ก่อนนำออกมาตรงรูที่เจาะไว้บริเวณสะดือ โดยแพทย์จะใช้คลิปหนีบห้ามเลือดแทนไหมเย็บแผล ซึ่งหลังจากกการผ่าตัดเสร็จาิ้น แพทย์จะทำการเย็บปิดแผลที่ผิวหน้าท้องให้เรียบร้อย ดังนั้นแผลจึงทีขนาดเล็กและมีความเจ็บน้อย

ซึ่งการผ่าตัดสมัยก่อน อาจทำให้หลายคนมีความวิตกกังวลใจ ซึ่งนอกจากจะมีความเจ็บ แล้วยังต้องพักพื้นอีกหลายวัน จนถึงหลายสัปดาห์ ซึ่งยังไม่รวมอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นหลังจากการผ่าตัดอีก ซึ่งสมัยนี้ทางโรงพยาบาลเปาโลสมุทรปราการได้มีนวัตกรรมชั้นยอด มาช่วยย่นระยะเวลาการพักฟื้น และลดรอยแผล และรอยเจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อดีของการผ่าตัดผ่านกล้อง

  • ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อและอวัยวะภายใน ทำให้มีความเจ็บน้อย ปวยน้อย และลดการเสียเลือด
  • ขนาดของแผลนั้นเล็กเพียง 1-2 ซม. ซึ่งเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิดจะทำให้มีแผลกว้างถึง 12-20 ซม. ดังนั้น การผ่าตัดแบบ MIS จะช่วยลดขนาดของแผลเป็นที่จะเกิดขึ้นจากการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง
  • พักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน ซึ่งในบางกรณีอาจจะกลับบ้านได้ทันทีหลังการผ่าตัด นับว่าเร็วกว่าการผ่าตัดแบบเปิด ที่ต้องเสียเวลาพักฟื้นนานเป็นสัปดาห์
  • ช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน และโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ  ถือว่าปลอดภัยกว่าการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง
  • ช่วยลดการเกิดพังผืดในช่องท้องจากการผ่าตัดแบบเปิด
  • ทำให้แพทย์มองเห็นรายละเอียดของตำแหน่งที่ต้องการผ่าตัดได้อย่างชัดเจน ด้วยเทคโนโลยีกำลังขยายของกล้อง ซึ่งช่วยให้ผ่าตัดได้ตรงจุดจึงลดการกระทบต่ออวัยวะอื่น ๆ

ข้อจำกัดของการผ่าตัดส่องกล้อง

  • มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์ที่มีนวัตกรรมพิเศษ
  • ยังไม่สามารถใช้วิธีนี้กับผู้ป่วยในบางราย ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีโรคปอดและหัวใจขั้นรุนแรง และผู้ที่เคยผ่าตัด หรือมีพังผืดในท้องจำนวนมาก

วิธีการเตรียมตัว ก่อน-หลังการผ่าตัด

ก่อนการผ่าตัด

  • เตรียมร่างกายให้พร้อม รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ รวมทั้งนอนหลับให้เพียงพอ
  • งดน้ำงดอาหาร อย่างน้อย 6 ชั่วโมง
  • แจ้งประวัติประจำตัว การแพ้ยา ให้แจ้งแพทย์เมื่อมีอาการป่วยก่อนการผ่าตัด
  • งดสูบบุหรี่ และแอลกอฮอล์
  • กรณีผ่าตัดลำไส้ แพทย์จะทำการล้างลำไส้ โดยจะให้ยากระตุ้นการขับถ่ายออกมาให้หมด
  • ถอดเครื่องประดับเอาไว้ในที่ปลอดภัย เช่น แหวน สร้อยคอ ต่างหู หรือเครื่องประดับจากการเจาะตามร่างกาย เพื่อป้องกันการเสียหายในระหว่างการผ่าตัด


หลังการผ่าตัด

  • งดน้ำงดอาหาร ประมาณ 12-24 ชั่วโมง ตามแพทย์สั่ง
  • งดสูบบุหรี่ และแอลกอฮอล์

 

 

นับว่าการผ่าตัดด้วย Minimal  Invasive Surgery นั้นจำเป็นต้องอาศัยแพทย์และทีมงานที่มีความชำนาญพิเศษ โดยทางโรงพยาบาลเปาโลสมุทรปราการ มีทีมแพทย์ที่ผ่านการศึกษาอบรมการผ่าตัดด้วยวิธี Minimal Invasive Surgery จากสถาบันการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งพร้อมให้การดูแลรักษาสุขภาพของท่านเป็นอย่างดี


สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม
โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ โทร. 02 3632000
Line official account : Paolo Hospital Samutprakarn
Line ID : @paolosamutprakarn