วิกฤตซิฟิลิส กลับมาระบาด
โรงพยาบาลเปาโลรังสิต
12-ก.พ.-2563
Syphilis come back! เมื่อซิฟิลิสกลับมาระบาดอีกครั้ง
          ซิฟิลิส คือ โรคที่เกิดจาเชื้อแบคทีเรียทีชื่อว่า Treponema Pallidum (ทริปโปนีมา พัลลิดุม) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อจากทางแผลและการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วย แต่ไม่ได้ติดต่อจากสารคัดหลั่งเหมือนกับหนองในหรือโรคที่เกิดจากเพศสัมพันธ์อื่นๆ แต่เราจะได้รับเชื้อจากแผลของผู้ป่วย ซึ่งแผลเหล่านี้จะเกิดตามอวัยวะที่ไปสัมผัสเชื้อแบคทีเรีย เช่น ปาก อวัยวะเพศ ช่องคลอด ทวาหนัก ซึ่งได้รับจากการออรัลเซ็กส์ การมีเพศสัมพันธ์ต่างๆ เป็นต้น โดยเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1990 ที่ผ่านมา สถิติของผู้ป่วยโรคซิฟิลิสลดลงอยู่ในระดับที่พึงพอใจ จนเราเกือบเชื่อสนิทใจแล้วว่าโรคร้ายนี้กำลังจะหมดไปจากโลกของเรา แต่ในปัจจุบันกลับไม่เป็นเช่นนั้น "เมื่อเจ้าซิฟิลิสนี้กลับมาระบาดและปริมาณผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอีกในปัจจุบัน และที่น่าตกใจมากกว่านั้น คือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 15-24 ปี หรือวัยเจริญพันธ์นั้นเอง"

ซิฟิลิสกลับมาได้อย่างไร?
          สาเหตุหลักที่ทำให้ซิฟิลิสกลับมาอีกครั้ง คงหนีไม่พ้น การป้องกันตัวเองขณะมีเพศสัมพันธ์ เช่น ไม่ใช่ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย และการได้รับข้อมูล ความรู้เรื่องเพศศึกษาที่ยังไม่เพียงพอต่อการป้องกันตัวเอง เป็นต้น

อาการของโรคซิฟิลิสที่ควรรู้ และเฝ้าระวัง
          หากคุณคิดว่าตัวเองหรือคู่ของคุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซิฟิลิส ควรรีบมาตรวจร่างกาย ปรึกษาแพทย์ เพราะโรคนี้ รักษาให้หายขาดได้ ในระยะแรกของโรค โดยโรคซิฟิลิสนี้ สามารถแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้


ระยะที่ 1 เริ่มแรก แพร่เชื้อ
- เมื่อได้รับเชื้อ จะใช้เวลาฝักตัว 21-90 วันโดยเฉลี่ย เริ่มแรกจะเกิดแผลตามอวัยวะที่สัมผัสเชื้อมีลักษณะ ขอบแข็งๆ สีแดง นูน ที่เรียกว่า แผลริมแข็ง ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บหรือระคายบริเวณแผลแต่อย่างใด บางครั้งผู้ป่วยอาจไม่สังเกตด้วยซ้ำว่ามีแผลเกิดขึ้นและไปหายเองภายใน 3-6 สัปดาห์
ระยะที่ 2 แพร่เชื้อและการแฝงตัวของเชื้อ
- ระยะนี้สังเกตได้หากมีอาการอ่อนเพลีย มีไข้ ผื่นขึ้นตามร่างกาย แต่ไม่มีอาการคันหรือระคายเคืองผิว และมักเกิดขึ้นหลังจากแผลริมแข็งเกิดขึ้นแล้วประมาณ 2-3 สัปดาห์ ซึ่งในระยะนี้ ผู้ป่วยจะแพร่เชื้อได้ง่าย และอาการดังกล่าวจะหายไปเอง แม้ไม่ได้รับการรักษา
- เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 2 จนแผลและอาการบ่งชี้เริ่มหายไปเอง จนทำให้ผู้ป่วยอาจคิดไปว่าหายแล้วจากโรคนี้แล้ว แต่นั่นเป็นเพียงการเข้าสู่ระยะแฝงตัวของเชื้อแล้วเท่านั้น ซึ่งระยะนี้จะอยู่กับเราเป็นเวลาหลายปี บางรายตลอดชีวิตเลยก็มี

ระยะที่ 3 การเข้าทำลายระบบต่างๆ ของอวัยวะภายในร่างกาย
- ผู้ป่วยที่เข้าสู่ระยะแฝงและยังไม่เข้ารับการรักษา เชื้อแบคทีเรียนี้จะเริ่มเข้าทำลายระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบประสาท การมองเห็น ไขสันหลัง หัวใจ เส้นเลือด ทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวไม่สะดวก ชาตามตัว ประสิทธิภาพในการมองเห็นลดลงจนกระทั่งทำให้ตาบอด และถึงแก่ชีวิตได้
การป้องกันและรักษา
          การสวมถุงยางอนามัยสามารถลดความเสี่ยงของการพบเจอโรคเท่านั้น เราจึงควรป้องกันก่อนโรคจะถึงตัวด้วยการหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า นอกจากนี้การตรวจเลือดและรักษาก่อนแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นก็เป็นการจำกัดขอบเขตของโรคไม่ให้แพร่กระจายไปสู่สังคมและผู้อื่นได้

          สำหรับการรักษาโรคซิฟิลิสในปัจจุบันเราสามารถรักษาโรคซิฟิลิสจนหายขาดได้ด้วย การใช้ยาปฏิชีวนะ หรือที่รู้จักกันในชื่อ เพนิซิลลิน โดยการใช้ยารักษาต้องอยู่ในควบคุมดูแลของแพทย์เท่านั้น

                        ขอบคุณบทความดีๆ จาก 

                  นายแพทย์ พิเชษฐ์  ผนึกทอง

ปรึกษาปัญหาสุขภาพ
โรงพยาบาลเปาโล รังสิต โทร 0-2577-8111
รับข่าวสารและกิจกรรมทางสุขภาพดีๆ ได้ที่ Facebook : โรงพยาบาลเปาโล รังสิต