หยุดโรคเริม...เริ่มที่ตัวเอง
โรงพยาบาลเปาโลรังสิต
19-ก.พ.-2563
โรคเริม

          จากบทความก่อนหน้า ที่เรานำเสนอเรื่องของโรคจูบที่ติดต่อกันได้ทางน้ำลาย สารคัดหลั่ง และการมีเพศสัมพันธ์ อีกโรคหนึ่งที่มีความเสี่ยงและติดต่อกันได้คล้ายคลึงกับโรคจูบ คือ โรคเริม นั่นเอง



          โรคเริมนั่น
เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Herpes simplex virus หรือเราจะเรียกสั้นๆ ว่า HSV ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภท คือ Herpes simplex virus 1 (HSV 1) ที่ทำให้โรคเริมที่ปาก และ Herpes simplex virus (HSV 2) ที่ทำให้เกิดโรคเริมที่อวัยวะเพศ แต่นั่นก็ไม่เสมอไป หากผู้ป่วยได้ใช้ปากกับอวัยวะเพศ ก็สามารถติดเชื้อไวรัส HSV 1 ที่อวัยวะเพศได้เช่นกัน

อาการของโรคเริม
          ถ้าเคยดูละครสมัยก่อนที่นำเสนอความร้ายแรงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคเริมจะถูกจัดให้อยู่ในการนำเสนอนั้นด้วย เพราะอาการของโรคสังเกตได้ง่ายและทำให้เสียบุคลิกภาพ อาการของโรคมีดังนี้



โรคเริมที่ปาก
  • เป็นแผลบวมแดง มีตุ่มพองมีน้ำใส ๆ และรู้สึกคัน ขึ้นบริเวณริมฝีปาก หรือในช่องปาก
  • มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว
  • มีอาการปวดหรืออักเสบ แต่จะไม่มากเท่าเกิดบริเวณอวัยวะเพศ
  • แผลจะแห้งตกสะเก็ดและหายไปเอง 7 -10 วัน

โรคเริมที่อวัยวะเพศ
  • เป็นแผลบวมแดง มีตุ่มพองมีน้ำใส ๆ และรู้สึกคัน ขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ ช่องคลอด ทราวหนัก ถุงอัณฑะ หรือต้นขาด้านใน
  • รู้สึกแสบขัดเวลาปัสสาวะ
  • มีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณที่เป็นแผล
  • มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว
  • มีอาการดังกล่าวประมาณ 2 วัน ถึง 2 สัปดาห์ จนแผลแห้งและตกสะเก็ดไป

          อาการของโรคเริมเมื่อหายแล้ว สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ เพราะเมื่อเราได้รับเชื้อไวรัสแล้ว เชื้อจะอยู่ในร่างกายของเราไปตลอดชีวิต หากไม่ทำการรักษาที่ถูกต้อง อาการที่เกิดขึ้นซ้ำจะไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก กรณีที่เป็นบ่อย ความถี่ 6 ครั้งต่อปี ควรมาพบแพทย์


สาเหตุที่ทำให้ โรคเริมกลับมาเป็นซ้ำ ๆ ได้
  • เมื่อร่างกายอ่อนแอ
  • ภูมิคุ้มกันต่ำ
  • เครียด
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
  • ทานยาที่กดภูมิคุ้มกัน เช่น ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์

การรักษา
          ในปัจจุบันยังไม่ยาหรือวัคซีนในการรักษ่โรคติดต่อนี้ให้หายขาดได้ เราทำได้เพียงบรรเทาและลดการแพร่เชื้อของแผลและอาการให้หายเร็วขึ้นเท่านั้น ซึ่งยาในการรักษาอาการนั้นต้องได้รับการสั่งยาจากแพทยืแล้วเท่านั้น เพราะยาบรรเทาปวดทั่วไปอาจไม่เหมาะสมกับเชื้อไวรัสและอาการที่เป็นอยู่



การรักษาอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง
          นอกจากทานยาตามที่คุณหมอให้มาอย่างครบถ้วนแล้ว การดูแลแผลให้ถูกต้องจะช่วยให้หายเร็วขึ้นอีกด้วย ซึ่งเราสามารถทำเองดังนี้

  1. ทำให้แผลแห้งอยู่เสมอ หลังอาบน้ำ ควรเช็ดบริเวณแผลให้แห้ง ไม่ปล่อยให้ชื้น เพราะจะทำให้แผลหายช้า
  2. เสื้อผ้าที่มีความโปร่ง ไม่รัดบริเวณที่เกิดแผล
  3. ตัดเล็บให้สั้น รักษาความสะอาดของเล็บอยู่เสมอ พยายามไม่แกะ เกา บริเวณแผล
  4. น้ำเกลือหรือน้ำต้มสุกสามารถใช้ทำความสะอาดแผลได้

                        ขอบคุณบทความดี ๆ จาก
                         นพ.วีระยุทธ บุญเกียรติเจริญ
           แผนกตรวจสุขภาพ ประจำโรงพยาบาลเปาโลรังสิต

ปรึกษาปัญหาสุขภาพ
โรงพยาบาลเปาโล รังสิต โทร 0-2577-8111
รับข่าวสารและกิจกรรมทางสุขภาพดีๆ ได้ที่ Facebook : โรงพยาบาลเปาโล รังสิต