เริม
โรงพยาบาลเปาโลพระประแดง
07-ก.ค.-2560
เริม เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัส Herpes simplex หรือ HSV ซึ่งเป็นไวรัสต่างชนิดกับงูสวัด และอีสุกอีใส ถึงแม้จะก่อให้เกิดตุ่มน้ำบนผิวหนังได้คล้ายๆกัน เชื้อไวรัส HSV มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ
  • HSV-1 มักเกิดบริเวณอวัยวะเพศ พบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก
  • HSV-2 ทำให้เกิดแผล (cold sore) บริเวณริมฝีปาก พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
เริม เป็นโรคเรื้อรัง ผู้ติดเชื้อเริมส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการของโรคปรากฏ ขณะที่ผู้ติดเชื้อเริมหลายๆ คนอาจมีอาการกำเริบซ้ำของโรคขึ้นมาอีก กรณีผู้ติดเชื้อเริมครั้งแรกที่มีการแสดงอาการ อาจจะกำเริบได้อีกหลายๆ ครั้งในเวลาต่อมา เมื่อเวลาผ่านไประยะฝังตัวของโรคจะกินเวลานานขึ้น โดยจะมีความรุนแรงของอาการน้อยลงเรื่อยๆ และหายเร็วกว่าในครั้งแรกๆ เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ และเชื้อนั้นเข้าไปอยู่ในชั้นของผิวหนัง เชื้อจะทำการแบ่งตัว ทำให้ผิวหนังเกิดอาการบวมเป็นตุ่มน้ำ และเกิดการอักเสบ หลังจากนั้นเชื้อจะเคลื่อนย้ายเข้าสู่ปมประสาท ganglia เป็นเวลานานโดยที่ไม่มีการแบ่งตัว หากมีปัจจัยแวดล้อมเหมาะสมเชื้อก็จะเกิดการแบ่งตัว ทำให้มีอาการเป็นซ้ำ ผู้ป่วยที่เป็นเริมริมฝีปาก จะมีอัตราการเกิดซ้ำประมาณร้อยละ 20-40 ส่วนเริมที่อวัยวะเพศจะมีอัตราการเกิดซ้ำประมาณร้อยละ 80 ปัจจัยที่กระตุ้นเชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับแสงแดด ไข้ การมีประจำเดือน ความเครียด การเกิดเป็นซ้ำจะมีอาการน้อยกว่าและหายเร็วกว่าการเกิดเป็นครั้งแรก ส่วนเริมที่อวัยะเพศ ถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส HSV (Herpes Simplex Virus) โดยเชื้อไวรัสตัวนี้จะติดต่อและมักแสดงอาการที่บริเวณอวัยวะเพศ ปากมดลูก หรืออาจแสดงอาการบนผิวหนังบริเวณอื่นของร่างกายได้เช่นกัน โดยมีสาเหตุจาก
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด หรือทางทวารหนักโดยไม่มีการป้องกัน
  • การใช้ปากในการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเม็ดตุ่มใสที่ปาก
  • ใช้อุปกรณ์ เพื่อกิจกรรมทางเพศร่วมกัน
  • ทำการสัมผัสอวัยวะเพศกับผู้ที่ติดเชื้อโรคเริม
อาการของเริมที่อวัยวะเพศจะมีลักษณะเป็นตุ่มแผลที่อวัยวะเพศ และมีอาการเจ็บ แสบบริเวณรอบๆ อวัยวะเพศ นอกจากนี้ ยังมีอาการปวดศีรษะ รวมถึงเป็นไข้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อก่อน แล้วจึงจะเกิดตุ่มใสๆ รวมถึงมีอาการเจ็บปวดมากขึ้น จากอุบัติการณ์ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ อาการของโรคอาจจะยังไม่ปรากฏทันที อาจใช้เวลาหลายเดือน หรือหลายปีหลังจากที่ติดเชื้อแล้ว สำหรับผู้ที่ติดโรคเริมที่อวัยวะเพศและแสดงอาการครั้งแรกนั้น อาการของโรคจะปรากฏอยู่นานประมาณ 4 ถึง 7 วัน อาการกำเริบซ้ำของเริมที่อวัยวะเพศมักจะมีความรุนแรงน้อยลงและหายเร็วกว่าครั้งแรก ๆ เพราะร่างกายของผู้ติดเชื้อได้สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านกับไวรัสเริมแล้ว ส่วนใหญ่อาการของโรคจะกินเวลาไม่เกิน 10 วัน สามารถสังเกตอาการจาก อาการปวดแสบปวดร้อน  เจ็บแปลบๆ บริเวณอวัยวะเพศก่อนที่จะปรากฏตุ่มแผลพุพองขึ้นมา ในผู้หญิงอาจมีแผลพุพองและแผลแสบที่ปากมดลูก มีตุ่มใสๆ ผื่นแดง ซึ่งปกติมักเจ็บปวดมากแล้ว หลังจากนั้นจะรู้สึกแสบร้อน กลายเป็นแผลพุพองที่บริเวณรอบอวัยะเพศ ขาหนีบ ก้น และทวารหนักในเวลาต่อมา การกำเริบซ้ำอาจเกิดขึ้นเป็นๆ หายๆ น้อยลง และมีความรุนแรงลดลงเรื่อยๆ สำหรับผู้ที่ติดเชื้อ HSV-1 จะมีการกำเริบซ้ำของอาการน้อยกว่า และมีความรุนแรงของอาการลดลงมากกว่าอาการที่เกิดขึ้นซ้ำในผู้ติดเชื้อ HSV-2

การดูแลรักษาโรคเริม

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • รักษาสุขอนามัย ป้องกันการติดเชื้อในเนื้อเยื่อ และอวัยวะ และสู่ผู้อื่น แยกของใช้ เครื่องใช้ ส่วนตัว รวมทั้งแก้วน้ำและช้อนเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • ดื่มน้ำสะอาดมากๆ อย่างน้อย 6 – 8 แก้วต่อวัน
  • รักษาความสะอาดบริเวณตุ่มพอง และเครื่องใช้ต่างๆ รวมถึงไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน
  • ตัดเล็บให้สั้น ป้องกันการเกา และตุ่มน้ำติดเชื้อจากการเกา
  • ในรายที่เกิดโรคบริเวณอวัยวะเพศ ควรสวมใส่เสื้อผ้า กางเกงในที่หลวมสบาย และหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ช่วงนั้น
  • กินยาบรรเทาปวด พาราเซตามอล และยาบรรเทาอาการคัน โดยปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อยาเองเสมอเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา

เมื่อใด ควรไปพบแพทย์

  • มีตุ่มพอง ลุกลามมาก
  • ไข้สูง ไข้ไม่ลดภายใน 1 – 3 วัน (ขึ้นกับความรุนแรงของอาการ)
  • เริ่มมีอาการทางดวงตา เช่น เจ็บตา เคืองตา น้ำตาไหล
  • มีตุ่มน้ำเป็นหนอง ต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ควรให้แพทย์เป็นผู้สั่งยา
  • มีไข้สูง ร่วมกับปวดศีรษะมาก แขน ขาอ่อนแรง ชัก และ/หรือโคม่า
ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

คลินิกผิวหนัง อาคาร 4 ชั้น 1 โทร.02-2717000 ต่อ 40116-18