ลูกนอนกรน… อย่างมองว่าเป็นเรื่องเล็ก
โรงพยาบาลเปาโลโชคชัย4
21-ก.ย.-2561
title ฟี้… ฟี้… เสียงลูกนอนกรน ที่ถ้าฟังผ่าน ๆ ก็คงรู้สึกว่าลูกเราหลับสนิท น่าเอ็นดู แต่คุณพ่อคุณแม่รู้มั้ยว่าการนอนกรนในเด็กนั้นน่ากลัวกว่าที่คิด

เสียงใสๆเบาๆนั้นแฝงมากับความเสี่ยงที่อันตราย ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อทั้งพัฒนาการด้านอารมณ์ และสติปัญญาของเด็กเรียกว่าเป็นเรื่องเล็กๆที่มองข้ามไม่ได้เลยล่ะ

นอนกรน… คืออาการหลับไม่สนิท

การนอนกรนคือการบ่งบอกว่าหลับไม่สนิท สังเกตได้จากพอตื่นมาจะรู้สึกว่าพักผ่อนไม่เพียงพอ หงุดหงิด แต่กับเจ้าตัวน้อยนั้น จะส่งผลกระทบที่มากกว่า เพราะมีผลโดยตรงต่อการหลั่ง Growth Hormone ทำให้พัฒนาการไม่โตเต็มที่ตามวัย

นอกจากนี้เด็กที่นอนกรนเป็นประจำยังเสี่ยงต่อการมีพัฒนาการไม่ปกติอื่น ๆ ได้อีกด้วย สมาธิสั้น เรียนรู้ช้า และร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

เสียงกรนเบา ๆ สะท้อนความผิดปกติของการหายใจ

หลาย ๆ ครั้งที่การกรนนั้นมาพร้อมกับภาวะการหายใจลดลง หรือหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งในทางการแพทย์เรียกว่า Obstructive Sleep Apnea Syndrome (OSAS) มีสาเหตุมาจากในช่วงระหว่างพัฒนาการเติบโตของเด็ก ต่อมทอนซิล และต่อมอะดีนอยด์นั้นโตกว่าทางเดินหายใจ ส่งผลให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอ ถ้าปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา จะส่งผลให้หัวใจโต และอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ในที่สุด


อย่าเพิ่งคิดว่า จะอันตรายร้ายแรงเสมอไป

จริง ๆ แล้วการนอนกรนไม่ได้อันตรายร้ายแรงในเด็กทุกคน บางครั้งอาจเกิดจากการเป็นหวัด หรือการนอนไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น นอนคลุมโปง มีอะไรมาปิดทับหน้า ซึ่งสาเหตุเหล่านี้คุณพ่อคุณแม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการจับลูกนอนตะแคง หรือดูแลให้ลูกนอนโดนไม่มีสิ่งรบกวน แต่ถ้าเจ้าตัวน้อยมีการกรนต่อเนื่อง จำเป็นต้องเช็คสัญญาณบ่งบอกอาการ OSAS เพิ่มเติม

5 อาการ… ที่ส่งสัญญาณให้พาลูกไปพบคุณหมอด่วน

1.นอนกรนมากกว่า 3 คืน/สัปดาห์
2.เสียงกรนขาดหายเป็นช่วงๆ
3.บางครั้งมีอาการหยุดหายใจ หน้าอกไม่ขยับ
4.ขณะหลับลูกมีริมฝีปากเขียวคล้ำ เพราะออกซิเจนไม่พอ
5.ปัสสาวะรดที่นอนทั้งที่เคยควบคุมได้มาก่อน

ถ้าลูกน้อยมีอาการตามข้างต้นควรพาลูกมาพบแพทย์เพื่อทำการทดสอบการนอนหลับเพื่อหาสาเหตุ และการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่เตรียมชุดนอนมาให้พร้อมได้เลย