นพ.เอกจินดา ธนาเลิศวิสุทธิ์

อายุรแพทย์ ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน

วุฒิบัตร

อายุรแพทย์
วัน เวลา
จันทร์ 07:00 - 16:00
อังคาร 07:00 - 16:00
พฤหัสบดี 07:00 - 16:00
อาทิตย์ 07:00 - 16:00
การศึกษา
แพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล
วุฒิบัตรเวชศาสตร์ป้องกัน โรงพยาบาลนพรัตน์
     “เทรนด์การดูแลและป้องกันปัญหาสุขภาพรวมถึงการรักษาโรคต่อไปจะอาศัยความก้าวล้ำของเวชศาสตร์ป้องกัน ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือ “การแพทย์แม่นยำ” หรือ Precious Medicine ที่จำเพาะต่อผู้ป่วยแต่ละราย การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีมาคำนวณเพื่อวิเคราะห์และประมวลผลสุขภาพของคนไข้จากหลายๆ ปัจจัย ทั้งจากพันธุกรรม ไลฟ์สไตล์ และสภาพแวดล้อม จะทำให้มีความแม่นยำและมีศักยภาพสูงในการวางแผนดูแลคนไข้ เมื่อมีข้อมูลมากพอและมีคุณภาพ มีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบก็จะยิ่งเกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไข้”

นพ.เอกจินดา ธนาเลิศวิสุทธิ์ เป็นอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกัน ซึ่งนับเป็นศาสตร์การแพทย์ยุคใหม่ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้จักมาก่อน คุณหมอได้เล่าถึงการทำงานของแพทย์เวชศาสตร์ป้องกันไว้ว่า...
        “หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับคำว่า เวชศาสตร์ป้องกัน และอาจจะไม่เคยรู้ว่ามีแพทย์ทางด้านนี้ด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หน้าที่ของแพทย์จะแบ่งออกได้เป็น 2 หลักใหญ่ๆ คือหนึ่ง แพทย์ที่เน้นด้านการรักษาคนป่วย และสอง เป็นแพทย์ที่เน้นด้านการป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค ซึ่งตัวหมอจะอยู่ในกลุ่มที่สอง คือเน้นไปที่การดูแลและการป้องกันโดยตรง เพราะหลังจากที่เรียนจบแพทย์ทั่วไปแล้ว หมอได้ศึกษาต่อด้านเวชศาสตรป้องกัน คือการป้องกันโรค ป้องกันการเจ็บป่วย ซึ่งบทบาทที่เห็นได้ชัดในช่วงนี้ ก็คือการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กล่าวโดยสรุปเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ เวชศาสตร์ป้องกัน หรือ Preventive Medicine ก็คือศาสตร์ทางการแพทย์ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกัน และลดการแพร่กระจายของโรค ทั้งโรคติดต่อและไม่ติดต่อนั่นเอง”

แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน กับบทบาทสำคัญต่อคนทำงาน
สำหรับในประเทศไทย แพทย์เวชศาสตร์ป้องกันเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายที่มีออกมาใหม่เรื่อยๆ โดยเฉพาะในส่วนการส่งเสริมให้นายจ้างต้องดูแลและให้ความสำคัญกับสุขภาพของลูกจ้าง เช่น กฎหมายการตรวจสุขภาพให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งเป็นการพัฒนาที่สอดคล้องกันไปกับการเติบโตของอุตสาหกรรม…
     “เพราะโรคและความผิดปกติบางอย่างนั้นจะเกิดขึ้นได้ระหว่างที่ลูกจ้างทำงาน นายจ้างจึงต้องมีกระบวนการบางอย่างเพื่อเฝ้าระวังไม่ให้เกิดโรคและการเจ็บป่วย รวมถึงการบาดเจ็บของลูกจ้าง ซึ่งทั้งนายจ้างและลูกจ้างก็เริ่มมีองค์ความรู้เกี่ยวกับ Prevention กันมากขึ้น อีกทั้งต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งก็ส่งผลดีแก่ลูกจ้างในด้านสุขภาพและความปลอดภัยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เมื่อลูกจ้างสุขภาพดีก็สามารถทำงานให้กับนายจ้างได้อย่างเต็มที่ ส่งผลถึงความเจริญก้าวหน้าขององค์กรและของประเทศด้วย”

หน้าที่และการตรวจที่แตกต่างของแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน
โรงพยาบาลเปาโล เกษตร ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทห้างร้านต่างๆ ในการตรวจและดูแลสุขภาพของลูกจ้าง และด้วยคุณหมอเอกจินดา เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกัน โดยเป็นแพทย์ที่ตรวจประจำอยู่ ณ โรงพยาบาล คุณหมอจึงทำหน้าที่ดูแลผลตรวจสุขภาพเป็น หลัก…
     “การตรวจคัดกรองในเวชศาสตร์ป้องกันจะมีรายการบางอย่างที่แตกต่างออกไปจากการตรวจสุขภาพพื้นฐาน ยกตัวอย่าง การตรวจปอด ถ้าเป็นเพื่อการรักษาโรคก็อาจจะใช้วิธีเอกซเรย์และดูจากผลฟิล์ม แต่ในแผนกเวชศาสตร์การป้องกัน การตรวจผู้ที่ทำงานภายใต้ปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะส่งผลเสียต่อปอด เราจะมีการใช้เครื่องมือเช็กสมรรถภาพของปอดด้วยการเป่า ซึ่งใช้สำหรับเช็กสมรรถภาพของปอดโดยตรง และเป็นการตรวจที่ทำให้ทราบผลอย่างรวดเร็ว
      ซึ่งการดูแลและตรวจสุขภาพของพนักงานบริษัทต่างๆ ก็จะมีความแตกต่างกันไป ถ้าพนักงานอยู่ในสายงานที่ต้องทำงานอยู่ในภาวะเสี่ยง เช่น อยู่ในแผนกที่มีเสียงดังมากก็ต้องตรวจเช็กส่วนหู เช็กสมรรถภาพการได้ยิน และมีการติดตามผลเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะหูเสื่อม หูดับ หรือหูพิการ แต่ด้วย รพ.เปาโล เกษตร ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ก็จะแตกต่างจากโรงพยาบาลที่อยู่แถวๆ ชลบุรี ระยอง ที่มีนิคมอุตสาหกรรมหรือมีโรงงานจำนวนมาก ซึ่งมีความเสี่ยงในด้านต่างๆ มากกว่า โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงสูงเกี่ยวกับชีวภาพหรือสารเคมี
      อย่างไรก็ตาม การแปลผลทางอาชีวอนามัยของหมอเวชศาสตร์ป้องกัน อาจจะแตกต่างจากหมอที่ทำหน้าที่รักษาคนไข้ เพราะเครื่องมือที่ใช้บางรายการจะไม่เหมือนกัน การตัดเกณฑ์แบ่งเกณฑ์ก็แตกต่างกัน ซึ่งที่หมอใช้จะเป็นศาสตร์ของการป้องกัน เครื่องมือที่ใช้จะเป็นตัวเทสต์ก่อนที่จะเกิดโรค ศาสตร์แห่งการรักษาจะเป็นการป้องกันตัวโรค เป็นการตรวจเช็กก่อนที่จะเกิดอาการของโรคหรือการบาดเจ็บ เพื่อทำการยับยั้งก่อนที่จะไปถึงจุดป่วยไข้หรือบาดเจ็บ ซึ่งการตรวจสุขภาพก็จะขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน”

หัวใจสำคัญของเวชศาสตร์ป้องกัน และการรักษาของแพทย์

เมื่อทำการตรวจคัดกรองสุขภาพให้กับคนไข้แล้ว หากพบความเสี่ยงสูงหรือมีความผิดปกติในส่วนใด คุณหมอเอกจินดา ก็จะส่งผลตรวจและส่งต่อคนไข้ให้ไปรับการรักษากับแพทย์เฉพาะทางที่ตรงกับโรคหรืออาการนั้นๆ โดยที่แผนกเวชศาสตร์ป้องกันจะไม่ได้ทำการรักษาโดยตรง แต่ทำหน้าที่เป็นเสมือนหน้าด่านที่จะคอยตรวจคัดกรองเพื่อการป้องกันและการส่งต่อการรักษา ทั้งนี้ เวชศาสตร์ป้องกันจะสัมฤทธิ์ผลสูงสุดได้ ด้วยการมีฐานข้อมูลที่เพียงพอในระยะเวลาที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่การบันทึกผลตรวจสุขภาพ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งเพียงสั้นๆ ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพของผู้มาตรวจตามระยะจะช่วยให้เกิดการวิเคราะห์ และออกแบบกิจกรรมหรือรูปแบบการป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ...
     “ปกติแล้วคนไข้ของหมอ ครึ่งหนึ่งจะเป็นบุคคลทั่วไปที่เข้ามาตรวจสุขภาพประจำปี มาตรวจสุขภาพก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ในการทำงานหรือต่ออายุการทำงาน เป็นต้น ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะเป็นพนักงานบริษัทที่เป็นกึ่งอุตสาหกรรมที่นายจ้างเป็นผู้ให้มาตรวจสุขภาพ ซึ่งรูปแบบการทำงานจะไม่ได้สัมผัสกับความเสี่ยงที่สูงมากนัก โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงด้านสรีรศาสตร์ เช่น การนั่ง หรือการเคลื่อนไหวผิดท่าหรือไม่เหมาะสม อีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นการตรวจสุขภาพพนักงานเพื่อเตรียมตัวก่อนเข้าปฎิบัติงานบางอย่างที่ต้องใช้สมรรถภาพทางร่างกายขั้นสูง เช่น คนที่ทำงานบนเครื่องบิน คนที่ต้องทำงานกลางทะเล
      ส่วนแนวโน้มอุบัติการณ์ที่พบเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คือปัจจัยเสี่ยงทางด้านจิตวิทยาสังคม ภาวะความเครียดจากการทำงาน ไม่มีเวลาดูแลสุขภาพ การทำงานกับการใช้ชีวิตไม่สมดุลกัน มีแนวโน้มว่าจะป่วยจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง เช่น ปวดหัวไมเกรน เป็นความดัน เป็นเบาหวาน ซึ่งกลุ่มนี้ก็ควรต้องนำเวชศาสตร์ป้องกันเข้าไปช่วยด้วย ถึงแม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่ครอบคลุมในส่วนนี้อย่างชัดเจนก็ตาม”

ความภาคภูมิใจในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกัน
การรักษาที่ดีที่สุดก็คือการป้องกันตั้งแต่ยังไม่เกิด คำนี้เปรียบเสมือนแก่น และเป็นหัวใจสำคัญของหมอเวชศาสตร์ป้องกันทุกคน
      “เวลาที่หมอสาขาใดก็ตามรักษาคนไข้ให้หายป่วย ได้เห็นผลลัพธ์ที่ดี ตรงนั้นคือความสุขและความภาคภูมิใจของหมอคนนั้นๆ แน่นอน การอยู่ในอาชีพนี้ก็เหมือนได้ทำความดีทุกวัน เหมือนคนมีบุญเพราะจะมีความสุขที่ได้ช่วยคนให้พ้นจากความทุกข์อยู่เสมอ โดยเฉพาะแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน หมอคิดว่าโชคดีที่มีโอกาสได้ช่วยคนทีละมากๆ เพราะเราจะมีการทำงานในเชิงนโยบาย ให้คำปรึกษา จัดการช่วยเหลือป้องกันโรคและอุบัติเหตุกับคนทำงานจำนวนมากๆ ในองค์กร ในโรงงาน คือการทำหน้าที่ในแต่ละครั้งจะส่งผลดีต่อสุขภาพคนจำนวนมาก นี่คือความภูมิใจอย่างหนึ่ง ในฐานะแพทย์เวชศาสตร์ป้องกันเลยทีเดียว”