การใช้ยาปฏิชีวนะ กับผู้เป็นเบาหวาน
โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน
22-มี.ค.-2564

เบาหวาน (Diabetes Mellitus) คือโรคที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ โดยเกิดจากความผิดปกติของกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการทางานของอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อนเพื่อใช้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ตามปกติ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

      อาการของโรคเบาหวานสามารถพบได้บ่อย ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน กระหายน้ำบ่อย หิวบ่อย รับประทานอาหารเยอะแต่น้ำหนักลด ผิวแห้ง ตาพร่ามัว ชาบริเวณปลายมือ ปลายเท้า หรือสมรรถภาพทางเพศลดลง โดยเฉพาะเมื่อเกิดบาดแผลแล้วจะหายยาก เนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง จนทำให้ความสามารถของเม็ดเลือดขาวในการกำจัดเชื้อโรคนั้นลดลง จึงเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ทำให้ต้องมีการใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic)

      ภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้บ่อยที่สุดในผู้เป็นโรคเบาหวานคือ อาการชาบริเวณปลายมือปลายเท้า เนื่องจากเมื่อผู้ป่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีพอ ทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการชา หรือไร้ความรู้สึกบริเวณปลายมือ และเท้า ความรู้สึกจากการสัมผัสอาจลดลง หรือไม่รู้สึกเลย จึงเป็นเหตุให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และเกิดแผลมากขึ้น เมื่อเกิดแผลเลือดก็จะไหลเวียนบริเวณแผลได้ไม่เพียงพอ เนื่องจากหลอดเลือดส่วนปลายทำงานผิดปกติด้วยเช่นกัน จึงทำให้แผลหายช้า หรือกลายเป็นแผลเรื้อรัง เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ แผลที่ติดเชื้อมีการอักเสบเฉียบพลัน มักจะพบลักษณะบวมแดง ร้อน กดเจ็บที่แผล และรอบแผล อาจมีหนองไหลออกมา ส่วนแผลที่มีการอักเสบเรื้อรังจะมีลักษณะบวม แดง และร้อนบริเวณแผลไม่มาก ผู้ป่วยที่แผลอักเสบติดเชื้อรุนแรง มักมีอาการปวด อาจมีไข้ร่วมด้วย และอาจติดเชื้อในกระแสเลือด (ชีพจรเบา เร็ว ความดันโลหิตลดลง และซึมลง) ถ้ามีการติดเชื้อลุกลามออกไปจากแผลจะพบว่าบริเวณเท้า และน่องบวม ตึง และกดเจ็บ อาการข้างต้นควรไปพบแพทย์ หรือเภสัชกรโดยเร็ว เนื่องจากต้องมีการใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) ไม่ควรรอ หรือรักษาด้วยตนเองนานเกินไป
      
ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) หรือยาฆ่าเชื้อ เป็นยาที่มีฤทธิ์ในการฆ่า หรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ไม่มีฤทธิ์ในการลดความเจ็บปวดจากบาดแผล และไม่ใช่ยาแก้อักเสบ คนส่วนใหญ่มักเรียกยาปฏิชีวนะว่าเป็นยาแก้อักเสบ ที่ทำให้โรคหายเร็วขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์แตกต่างจากยาแก้อักเสบ คือ จะจัดการกับต้นเหตุของอาการเจ็บป่วย เช่น เมื่อผู้เป็นเบาหวานเกิดบาดแผลบริเวณปลายเท้า มีอาการปวด บวม อักเสบ มีหนองเล็กน้อย ได้รับยาปฏิชีวนะ Dicloxacillin ตัวยาจะออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ผนังเซลล์ไม่สมบูรณ์เพื่อทำให้เชื้อแบคทีเรียตาย แต่ในระหว่างนั้นก็จะยังมีอาการปวด บวม อักเสบ เนื่องจากยาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์บรรเทาอาการตรงนั้น ในขณะเดียวกันยาแก้อักเสบเป็นยาที่มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ ลดไข้ บรรเทาปวด ลดบวม เช่น Ibuprofen Diclofenac หรือ Mefenamic acid ออกฤทธิ์บรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบ แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุได้ โรคก็จะยังดำเนินไป หากไม่ได้รับยาปฏิชีวนะ
      
ผู้ป่วยควรจะพบเภสัชกรประจำร้านยา หรือแพทย์ เพื่อวินิจฉัยให้แน่ชัดว่าจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือยัง การซื้อยาปฏิชีวนะเอง เมื่อเกิดการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ นั้น ควรเริ่มใช้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับโรค หรืออาการที่ถูกวินิจฉัยแล้วว่าเกิดจากการติดเชื้อ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษา หากเป็นอาการทั่วไป ควรปรึกษาเภสัชกรประจำร้านยาก่อนใช้ ไม่ควรเลือกใช้ยาด้วยตัวเอง เพราะการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อ และไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดอันตรายจากการใช้ยาโดยไม่จำเป็น และอาจรักษาไม่ตรงกับเชื้อที่เป็น มีผฃทำให้เพิ่ม หรือลดประสิทธิภาพของยาตัวอื่นที่รับประทานอยู่ การทานยาปฏิชีวนะที่ประสิทธิภาพสูงเกินความต้องการในการฆ่าเชื้อ ก็จะลดโอกาสในการใช้ยาปฏิชีวนะตัวอื่นลง เนื่องจากจะทำให้เชื้อดื้อยาได้เร็วขึ้น การรับประทานยาปฏิชีวนะไม่ครบ หรือหยุด เมื่ออาการดีขึ้น ก็จะมีผลเสียทำให้โรคกลับเป็นซ้ำ หรือเกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ยังรักษาไม่หายดีได้

 หากรับประทาน หรือได้รับคำแนะนำไม่ถูกต้องส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย ปวดท้อง เบื่ออาหาร วิงเวียนศีรษะ หรือกรณีร้ายแรง อาจเกิดอาการแพ้ยา เช่น มีผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง ลมพิษ หน้า ตา ปากบวม หายใจหอบเหนื่อย หรือมีเสียงวี๊ดได้

      ดังนั้น วิธีที่ดี และปลอดภัยที่สุด ควรรับประทานยาปฏิชีวนะภายใต้การดูแลของแพทย์ หรือเภสัชกร อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เลือกใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล ลดความผิดพลาดในการเลือกใช้ยาผิดวัตถุประสงค์ ลดการดื้อยา ได้รับข้อมูลข้างเคียงที่ชัดเจน การดูแลตัวเองเบื้องต้นมีความปลอดภัยมากขึ้น และอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม หากเกิดการติดเชื้อรุนแรง ควรรีบมาโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที ลดความเสี่ยงจะทำให้เกิดอันตรายที่มากขึ้น

ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ อาคาร 1 ชั้น 2
โทร. 02-271 7000 ต่อ เบาหวานและเฉพาะโรค