โรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน
โรงพยาบาลเปาโลพระประแดง
15-มิ.ย.-2560
เนื่องจากทุกจังหวะชีวิตในแต่ละไลฟ์สไตล์ของคนเรา อาจเกิดปัญหาสุขภาพได้ตลอด ดังนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำให้รู้เท่าทันโรค เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลตนเองให้มีร่างกายที่แข็งแรงและพร้อมในการใช้ชีวิต ถือว่าเป็นต้นทุนของชีวิตที่ดีประการหนึ่ง At Beginning “ทุกๆสิ่งในชีวิตของคนเราย่อมต้องมีจุดเริ่มต้นเสมอ” เช่นเดียวกับในแต่ละวันที่ต้องมียามเช้าที่สดใส เพื่อให้พร้อมสำหรับการดำเนินกิจกรรมประจำวันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการเริ่มต้น คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการจะทำสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ เช่น การจะทำกิจการให้รุ่งเรือง ก็ต้องมีการวางแผนเตรียมงานที่รัดกุม การจะทำงานในหน้าที่ให้สำเร็จ ก็ต้องศึกษาเนื้อหางานที่รับผิดชอบอย่างเข้าใจ และการจะมีสุขภาพที่ดีก็เช่นเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตนเองอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากทุกจังหวะชีวิตในแต่ละไลฟ์สไตล์ของคนเรา อาจเกิดปัญหาสุขภาพได้ตลอด ดังนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำให้รู้เท่าทันโรค เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลตนเองให้มีร่างกายที่แข็งแรงและพร้อมในการใช้ชีวิต ถือว่าเป็นต้นทุนของชีวิตที่ดีประการหนึ่ง At Work “การใช้คอมพิวเตอร์” ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ถือเป็นอุปกรณ์สำนักงานที่จำเป็นที่สุดก็ว่าได้ แม้แต่ในบ้านพักอาศัย เรายังต้องมีคอมพิวเตอร์เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิต การใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานส่งผลให้เกิดโรคได้ อาทิ • "อาการปวดคอ บ่า ไหล่ หลัง” เนื่องจากการนั่งทำงานในท่าเดิมเป็นเวลานาน รวมถึงสรีระในการนั่งทำงานไม่เหมาะสม เช่น โต๊ะทำงานสูงเกินไปหรือเก้าอี้ต่ำเกินไป นั่งหลังงอ หรือนั่งไขว่ห้าง ซึ่งน้ำหนักจะเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งจนทำให้กระดูกสันหลังคด การทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรือพิมพ์งานนานๆ กล้ามเนื้อบริเวณไหล่และคอจะเกร็งจึงปวดเมื่อยบริเวณบ่าและคอ หากสะสมนานๆ อาจกลายเป็นโรคปวดหลังเรื้อรังได้ ฉะนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดบ่าและหลัง จึงควรนั่งตัวตรง ถ่ายเทน้ำหนักไปที่ก้นทั้งสองข้างเท่าๆกันแนวขาทำมุม 90 องศากับแนวสะโพก เพื่อกระจายแรงที่จะไปกดทับกระดูกสันหลังควรเปลี่ยนท่าทางอริยาบถจากนั่งเป็นยืน หรือเดินเสียบ้าง เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว เปิดการไหลเวียนของเลือด • “นิ้วล็อค” เกิดจากเส้นเอ็นและเส้นประสาทที่บริเวณนิ้ว และข้อต่อต่างๆ ถูกกดทับเป็นเวลานาน เกิดจากการเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆ นาน และบ่อยๆ มักเกิดขึ้นกับผู้ใช้มือทำงานอย่างหนัก เช่น ผู้หญิงที่ต้องทำงานบ้าน ใช้มือบิดผ้า พนักงงานออฟฟิศที่ต้องพิมพ์และใช้คอมพิวเตอร์นานๆ เขียนหนังสือมากๆ นักกอล์ฟ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดบริเวณโคนนิ้วมือ กำมือไม่ถนัด กำได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะตอนเช้าหลังตื่นนอน พอใช้มือไปสักพักหนึ่งก็จะกำมือได้ดีขึ้น เวลางอแล้วจะเหยียดนิ้วมือ จะได้ยินเสียงดัง • “โรคมือชาจากเส้นประสาทถูกกดทับ” ปัญหาสุขภาพที่มักเกิดกับคนทำงานนั่งโต๊ะ ใช้คอมพิวเตอร์ ใช้เม้าส์ หรือพิมพ์งานนานๆ ทำงานอยู่ท่าเดิมนานๆ มีโอกาสเกิดอากรมือชาจากเส้นประสาทโดนกดทับบริเวณข้อมือ บางรายมีอาการปวดขา ร้าวไปยังท่อนแขน หรือต้นแขนได้ และอาจทำให้มือข้างที่เป็นอ่อนแรง หยิบจับสิ่งของไม่ถนัด ในระหว่างการทำงานจึงควรเปลี่ยนอริยาบถ โดยการนวดมือและนิ้ว ดัดนิ้วมือและแขนขาประจำ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเอ็นบริเวณนิ้วมือ มือ และแขน • “ปวดตา” การใช้สายตาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ แสงจากตอมพิวเตอร์ อาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตา ตาพร่า เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล บางรายมีอาการตาแห้ง เนื่องจากการกระพริบตาน้อยเกินไปหรืออาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน จึงควรปรับความสว่างหน้าจอให้เหมาะสม และควรพักสายตาเป็นระยะๆ โดยการมองไปไกลๆบ้างเป็นครั้งคราว หากมีอาการปวดตาบ่อยๆ ควรปรึกษาจักษุแพทย์ เพื่อรับการตรวจรักษาต่อไป “ความเรียด” ปัญหาที่มักเกิดกับคนทำงานในทุกระดับ ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคร้ายตามมา อาทิ • “ไมเกรน” คือโรคของระบบการรับรู้ความรู้สึกของเส้นเลือดไวผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งจะมีอาการที่สำคัญคือ ปวดแบบตุ๊บๆ รุนแรง ปวดติดต่อกันนานหลายชั่วโมง อาจปวดศีรษะข้างเดียว หรือย้ายข้างไปมาหรือย้ายตำแหน่ง เป็นๆ หายๆ ไมเกรนจะเกิดอาการมากขึ้น เมื่อมีสิ่งกระตุ้นเช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด แสงสว่างมากๆ แสงจ้า การมีประจำเดือน สภาพอากาศร้อน การนอนไม่หลับ การนอนมากเกินไป การลุกเดินทันทีทันใด เป็นต้น ปัจจุบันอาการปวดศีรษะเรื้อรังสามารถรักษาได้ด้วยการฉีด “โบท๊อกซ์” ซึ่งจะต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ด้านระบบประสาทและสมองโดยเฉพาะ • “ความดันโลหิตสูง” ไม่ได้เป็นโรคที่เกิดในผู้สูงอายุเท่านั้น ความเครียดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้เร็วขึ้น หากมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย อาทิ มีไขมันในเลือดสูง หรือมีญาติสายตรงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือหลอดเลือดสมอง ก็อาจส่งผลให้เกิดโรคร้ายแรงดังกล่าวตามมาด้วย ดังนั้น ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง จึงควรตรวจสุขภาพเฉพาะทางเพิ่มเติม ได้แก่ การตรวจเฉพาะทางโรคหัวใจ ด้วยวิธีเดินสายพาน (Exercise Stress Test) หรือการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน (Echocardiography) รวมถึงการตรวจความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองด้วยการตรวจการไหลเวียนของหลอดเลือดสมอง (Transcrainial Doppler / TCD) หรือการตรวจการไหลเวียนของหลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง (Ultrasound Carotid Duplex) เพื่อรู้เท่าทันโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต • “นอนไม่หลับ” ปัญหาที่ตามมาติดๆ เมื่อเกิดภาวะเครียด การนอนไม่หลับจะส่งผลให้ไม่สดชื่นในระหว่างวัน อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุในขณะขับรถ หรือขณะทำงานได้ หากมีภาวะนอนไม่หลับเป็นเวลานานอาจส่งผลให้เกิดโรคร้ายตามมา เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดสมองได้ เพราะร่างกายทำงานหนักเกินไป และไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ “บุคคลิกภาพที่ทำให้เกิดโรค” สาวๆออฟฟิศในปัจจุบัน มักเสริมบุคลิกภาพของตนด้วยการใส่รองเท้าส้นสูง ผลที่ตามมาคือ อาการปวดกล้ามเนื้อตั้งแต่บริเวณน่อง ไล่มาทั้งขา สะโพก เอว และหลัง การยืนบนรองเท้าส้นสูงนานๆ จะทำให้กระดูกสันหลังช่วงเอวแอ่นตัวไปข้างหน้า และอาจทำให้หมอนรองกระดูกที่เคลื่อนไปตามการแอ่นของกระดูกสันหลังมากดทับเส้นประสาท จนทำให้เกิดโรคร้ายแรงในที่สุด นอกจากอาการปวดหลังและขาแล้ว การใส่รองเท้าส้นสูงยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอด มีอาการเป็นเส้นเลือดโป่งปูดเขียวคล้ำ คดเคี้ยวไปมาบริเวณที่เป็นและอาจมีอาการปวดเท้า หรือเท้าบวมและมักปวดมากขึ้น เมื่อยืนหรือนั่งนานๆ อาจเป็นตะคริวในตอนกลางคืน หรือถ้าเป็นมากๆ อาจมีอาการอักเสบและเส้นเลือดแตกได้ จึงควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการรักษา ก่อนที่จะเกิดอาการรุนแรง At Party “การผ่อนคลายหลังจากทำงานหนักในแต่ละวันก็มีหลายวิธี” ตามวิถีความชอบของแต่ละคน บางคนเน้นอาหารมื้อหนัก เพื่อชดเชยกิจกรรมหนักๆ ในระหว่างวัน บางคนเน้นการสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กิจวัตรหลังเลิกงานจึงอาจส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพได้ • “ท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย” มีอาการไม่สบายท้องด้านบนส่วนกลาง หรือลิ้นปี่ ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการคือ อาหาร เช่น อาหารรสจัด อาหารมัน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ ยาและโรคบางชนิด ซึ่งโรคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นๆ หายๆ แต่เมื่อเกิดขึ้นอย่าวางใจ เพราะอาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคร้ายได้ • “กรดไหลย้อน” เป็นโรคยอดฮิตของคนในสังคม อาการที่พบบ่อยจะแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่กลางอก ส่วนใหญ่จะเกิดอาการหลังมื้ออาหารรู้สึกเรอเปรี้ยว ขมคอ จุก แน่นท้อง เป็นต้น อาการเหล่านี้เกิดจากภาวะน้ำย่อย หรือกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับมายังหลอดอาหารทำให้ระคายเคือง มีสาเหตุจากหูรูดส่วนปลายของหลอดอาหารมีการหย่อนตัวผิดปกติ เมื่อมีอาหารน้ำย่อยในกระเพาะ หรือลมดันน้ำย่อยจึงย้อนกลับมา • “มะเร็งลำไส้ใหญ่” เป็นมะเร็งที่พบมากในประเทศไทย และผู้ที่มาพบแพทย์ส่วนใหญ่มักจะมาเมื่อมีอาการแล้ว โรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่แน่ชัด ปัจจัยส่วนใหญ่มาจากการรับประทานอาหาร เช่น อาหารที่มีกากใยน้อย ทำให้ถ่ายอุจจาระลำบาก ก่อให้เกิดอุจจาระค้างในลำไส้นานจนเกิดสารพิษภายในลำไส้ สำหรับอาการส่วนใหญ่มักมีการถ่ายอุจจาระมีมูกเลือดปน อาการอื่นๆ เช่น การขับถ่ายเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร มะเร็งลำไส้สามารถพบได้จากการตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งจากเลือด และสามารถตรวจพบได้โดยการตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopic) หรือ ตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ CT Scan 64 Slices หากสังเกตว่ามีอาการแสดงของโรคควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย และการรักษาได้อย่างทันท่วงที • “มะเร็งตับ” เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่ง สาเหตุเกิดจากไวรัสตับอักเสบชนิด บี ซี พยาธิใบไม้ในตับ สารเคมีจากอาหารหมักดอง สุรา ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องผูก ปวดชายโครงขวา ตาเหลือง ท้องโต ขาบวม เป็นต้น เราจึงควรดูแลตนเองโดยการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีเชื้อรา อาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารหมักดอง เช่น ปลาร้า แหนม และควรฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี หากมีความเสี่ยงดังกล่าว หรือมีญาติสายตรงป่วยด้วยโรคมะเร็ง ควรตรวจสุขภาพโดยตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งตับจากเลือด (AFP) การตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง หรือการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ CT Scan 64 Slices At Home “การใช้ชีวิตในแต่ละวันอาจต้องพบกับความเครียด การแข่งขันสารพัดรูปแบบ” แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณก้าวเข้าสู่บ้าน ในอ้อมกอดของครอบครัวอยู่กับคนที่คุณรัก มันจะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข อบอุ่น สบายใจและปลอดภัยที่สุดของวันเลยทีเดียว เพราะครอบครัวหมายถึง บุคคลอันเป็นที่รักและมีความสำคัญกับชีวิต ทั้งพ่อ แม่ พี่น้อง ภรรยา และลูก ซึ่งหลายครั้งเราให้ความสำคัญกับเรื่องราวภายนอกจนลืมให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของเขาเหล่านั้น เช่น ภาวะสุขภาพที่เกิดขึ้นตามวัย หรือจากสิ่งแวดล้อมที่เราอาจมองข้ามไป • “ข้อเสื่อม” พบมากในผู้สูงอายุ หมายรวมถึงข้อเข่า ข้อสะโพก และกระดูกสันหลัง มีอาการปวดข้อ ข้อฝืด ขัด เวลาขยับ มีการโก่งผิดรูป ข้อเสื่อมเกิดจากการเสื่อมของข้อเมื่ออายุมากขึ้น การดำเนินชีวิตที่ต้องใช้งานหนัก น้ำหนักตัวมาก พันธุกรรม หรืออาจเกิดจากอุบัติเหตุ บาดเจ็บ ติดเชื้อ จากการอักเสบ การรักษาข้อเสื่อมทำได้หลายวิธี ทั้งการรักษาด้วยยา รวมไปถึงการผ่าตัดเปลี่ยนข้อ ซึ่งในปัจจุบันยังมีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นำวิถีช่วยในการผ่าตัด เพื่อให้การผ่าตัดเป็นไปได้แม่นยำยิ่งขึ้น แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยจะได้รับความบอบช้ำของเนื้อเยื่อน้อย และกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเมื่อคนในครอบครัวเข้าข่ายข้อเสื่อม ควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อพิจารณาการรักษาที่เหมาะสม • “หลอดเลือดสมองตีบตันหรือแตก” ปกติจะพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันจากการใช้ชีวิตยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป ทั้งความเร่งรีบ ความเครียดสะสม การบริโภค ขาดการออกกำลังกาย การดื่มสุรา สูบบุหรี่ ล้วนมีผลทำใหเหลอดเลือดเสื่อมเร็วกว่าปกติ และหากมีโรคประจำตัวด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ จะมีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดสมองตีบตัน หรือแตกได้มากขึ้น โรคหลอดเลือดสมองไม่มีอาการแสดงใดๆ มักเกิดอาการอย่างเฉียบพลัน เริ่มจากแขน หรือขาซีกใดซีกหนึ่งชา อ่อนแรง หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ตาพร่ามัว หากเกิดอาการต้องรีบนำผู้ป่วยพบแพทย์เฉพาะทางทันที เพื่อการรักษาที่ได้ประสิทธิภาพ ด้วยเครื่องเอกซเรย์ตรวจวินิจฉัยและรักษาหลอดเลือด Bi-Plane DSA โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีประสบการณ์สูง แต่เราสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดสมองโดยการค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค และควบคุมปัจจัยนั้นๆ ด้วยเครื่องมือตรวจพิเศษ ซึ่งสะดวกไม่ยุ่งยาก อีกทั้งมีความปลอดภัยสูง 2 วิธีได้แก่ (1) การตรวจการไหลเวียนของหลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง (Ultrasound Carotid Duplex) เป็นนวัตกรรมสำหรับตรวจดูการไหลเวียนของหลอดเลือดใหญ่บริเวณคอ ทั้งบริเวณเส้นเลือดที่คอส่วนหน้า และด้านหลังที่ไหลเวียนไปเลี้ยงสมอง (2) การตรวจการไหลเวียนของหลอดเลือดที่สมอง (Transcranail Doppler หรือ TCD) ใช้หลักการเดียวกันกับ Carotid Duplex คือใช้คลื่นความถี่สูง แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ซึ่งสามารถทะลุทะลวงผนังของกระโหลกศีรษะเข้าไปในเนื้อสมองจนถึงเส้นเลือดที่เลี้ยงสมองได้ แล้วเกิดการสะท้อนกลับเมื่อมีการไหลของเลือดมากระทบเสียงนั้น เสียงที่ได้จากการสะท้อนกลับมานั้น จะถูกนำมาสร้างเป็นภาพ ซึ่งกระบวนการนี้เราเรียกว่า Transcranail Doppler Analysis คือการตรวจดูสภาพของหลอดเลือดในสมอง โดยอาศัยหลักการสะท้อนกลับ เพื่อตรวจดูสภาพหลอดเลือด หากตรวจพบว่าหลอดเลือดเกิดการตีบตัน แพทย์จะวางแผนการรักษาได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่จะเกิดอาการรุนแรงจนสายเกินแก้ไข • “หลอดเลือดหัวใจตีบหรือที่เรียกกันง่ายๆ “โรคหัวใจ” มักเกิดในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น มีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ มีญาติสายตรงเป็นโรคหัวใจ ภาวะอ้วนลงพุง โรคหลอดเลือดหัวใจมักไม่มีอาการแสดงเช่นเดียวกับโรคหลอดเลือดสมอง แต่จะเกิดอาการแบบเฉียบพลัน อาการจุกแน่นหน้าอก ร้วไปที่ตเนแขน หรือกราม โดยมักเกิดอาการเวลาเครียดหรือออกกำลังกาย หากเกิดอาการต้องรีบพบแพทย์เฉพาะทางโดยเร็วที่สุด เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที การป้องกันการเกิดโรคหัวใจคือ ดูแลตนเองด้วยการรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จัดการกับความเครียดที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการเฝ้าระวังโรคร้ายโดยการตรวจสุขภาพหัวใจ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะเดินสายพาน (Exercise Stress Test) การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน (Echocardiography) การตรวจหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง CT Scan 64 Slices รวมถึงการตรวจสวนหัวใจและฉีดสีซึ่งจะให้ผลการวินิจฉัยที่แม่นยำ และแพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้ทันทีที่พบโรค • “มะเร็งต่อมลูกหมาก” เป็นมะเร็งที่พบในชายสูงอายุ ในระยะแรกของโรคมักไม่มีอาการ เมื่อมีอาการแสดงว่ามะเร็งได้มีการเจริญเติบโตมานานและเป็นมากแล้ว มะเร็งต่อมลูกหมาก เหมือนมะเร็งหลายๆชนิด ถ้ารักษาตั้งแต่ระยะแรกจะมีประสิทธิภาพดีที่สุด ลักษณะอาการของโรค ได้แก่ ปัสสาวะลำบากเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ หรือมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดกระดูก เลือดจางกว่าปกติมาก หรือปัสสาวะขุ่นอาจมีเลือดเจือปน สามารถตรวจหาความเสี่ยงได้ 2 วิธี คือ การตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก และการตรวจเลือดเพื่อหาสาร PSA (Prostate Specific Antigen) • “มะเร็งปากมดลูก” โรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย เป็นภัยเงียบที่อาจรู้เมื่อสายเกินไป เนื่องจากไม่มีอาการไม่มีสัญญาณเตือน โดยจะใช้เวลาประมาณ 5-10 ปี นับจากช่วงแรกที่เซลล์บริเวณปากมดลูกเริ่มมีอาการเปลี่ยนแปลง จนถึงระยะที่ภาวะของโรคอยู่ในระดับรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Thin Prep Pap Test) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกในระยะเริ่มแรกก่อนลุกลามเป็นมะเร็ง และยังสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน HPV เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้อีกด้วย • “มะเร็งเต้านม” เป็นมะเร็งสตรีที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งปากมดลูก เริ่มจากการมีก้อนเล็กๆที่เต้านม และโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งเต้านม คือ อายุ อดีตพบมากตั้งแต่อายุ 40-60 ปี แต่ปัจจุบันพบบ่อยขึ้นกับผู้ที่อายุน้อยกว่า 40 ปี ผู้ที่ไม่เคยตั้งครรภ์และให้นมบุตร ผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดติดต่อกันเกิน 5 ปี หรืออาจเกิดจากพันุกรรม ดังนั้น ท่านสุภาพสตรีจึงควรตรวจคลำเต้านมด้วยตนเองเป้นประจำ และตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรมทุกปี เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพหากพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ปรึกษาแพทย์ออนไลน์.

ศูนย์ตรวจสุขภาพ อาคาร 1 ชั้น 3 โทร.02-271 7000 ต่อ 11398