Open/Close Menu รักษาอย่างเข้าถึง ดูแลอย่างเข้าใจ

โรคงูสวัด คือ ผิวหนังชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับ ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส พบมากในวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ซึ่งมักเกิดบริเวณผิวหนังตามร่างกาย แสดงอาการมาในลักษณะของผื่นหรือตุ่มตามยาวส่วนใหญ่

รู้หรือไม่ !! จากสถิติ พบว่าผู้ใหญ่ร้อยละ 90 จะมีภูมิต่อเชื้องูสวัด ดังนั้นกลุ่มคนเหล่านี้ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นงูสวัดประมาณ 1.5-3 ต่อประชากร 1000 คน ผู้ที่อายุมาก มะเร็ง หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิ ผู้ที่เปลี่ยนถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคงูสวัด

ทั้งนี้โรคงูสวัด จะขึ้นบริเวณ แนวบั้นเอวหรือแนวชายโครง หรือบางคนอาจขึ้นที่ใบหน้า แขนหรือขาแต่จะมีลักษณะการขึ้นที่คล้ายกันคือ ขึ้นเพียงซีกหนึ่งซีกใดของร่างกายเท่านั้น

โรคงูสวัด ไม่มีอันตรายร้ายแรง และหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ แต่บางคนหลังจากที่แผลหายแล้ว อาจมีอาการปวดตามเส้นประสาทนาน หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ สำหรับในรายที่เสียชีวิต เกิดจากร่างกายอยู่ในช่วงอ่อนแอ และขาดภูมิต้านทานโรค

อาการของโรคงูสวัด

  1. มีอาการปวดตามตัว ก่อนมีผื่น 2-3 วัน
  2. มักจะไม่มีไข้หรืออาจจะมีไข้ต่ำๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดศีรษะ
  3. มีอาการทางผิวหนัง อาจจะแค่คันผิวหนัง บางคนปวดแสบปวดร้อน
  4. บางคนเสียวที่ผิวหนัง สำหรับคนที่เป็นที่ใบหน้าจะมีอาการปวดศีรษะ เห็นแสงจ้าไม่ได้
  5. เมื่อผ่านไป ประมาณ 1-5 วันจะมีผื่นแดงอยู่เป็นกลุ่ม ต่อมาเป็นตุ่มน้ำใส มักจะขึ้นอยู่ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย ตามเส้นประสาทที่เป็นโรค ตุ่มน้ำใสจะคงอยู่ประมาณ 5 วันต่อมาผื่นจะตกสะเก็ดและหายไปใน 2-3สัปดาห์ และอาจจะทิ้งรอยแผลเป็น

Q: โรคนี้จะติดต่อหรือไม่

A: เชื้อไวรัสที่อยู่ในผื่นสามารถติดต่อโดยการสัมผัส สำหรับผู้ที่ไม่เคยเป็นไขสุกใสมาก่อนก็อาจจะกลายเป็นไข้สุกใส สำหรับคนที่เป็นไข้สุกใสแล้วก็จะมีโอกาสเป็นงูสวัดเพิ่มมากขึ้น

Q: ใครบ้างที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคงูสวัด

  • เคยเป็นโรคไข้สุกใสมาก่อน
  • อายุมาก
  • เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • มีความเครียดทางอารมณ์
  • ได้รับอุบัติเหตุ

Q: รักษาได้หรือไม่อย่างไร

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคงูสวัดได้จากการดูประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และการตรวจลักษณะของผื่น โดยมักพบตุ่มน้ำใสเรียงเป็นแนวยาวตามแนวเส้นประสาท และต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียง (เช่น รักแร้ คอ) ที่มักโตและเจ็บร่วมด้วย ในบางรายอาจพบว่ามีไข้ร่วมด้วย ส่วนในรายที่ยังไม่มีผื่นขึ้น หากแพทย์สงสัยจะใช้วิธีการเจาะเลือดเพื่อตรวจดูภูมิคุ้มกันต้านทานโรคหรือแอนติบอดี (Antibody)

 การดูแลรักษา

แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ (เช่น ให้ยาบรรเทาอาการปวดหรือไข้) ถ้าตุ่มกลายเป็นหนองเนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ก็จะให้ยาปฏิชีวนะ

  • สำหรับผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรืองูสวัดขึ้นที่บริเวณหน้า หรือมีอาการปวดรุนแรงตั้งแต่แรกที่มีผื่นขึ้น แพทย์จะยาต้านไวรัส ภายใน 2-3 วัน หลังเกิดอาการ เพื่อลดความรุนแรง และช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น รวมทั้งช่วยลดอาการปวดแสบ ปวดร้อนในภายหลังได้
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เป็นโรคเอดส์ หรือเป็นชนิดแพร่กระจายทั้งตัว แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ และจะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล
  • สำหรับผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดขึ้นที่ตา ควรรักษากับจักษุแพทย์ ซึ่งแพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดทานและหยอดตา เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางตา

การป้องกัน  

  1. โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสตั้งแต่ก่อนเป็นอีสุกอีใส
  2. ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่
  3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสผื่นและตุ่มโรคของผู้ป่วยงูสวัด โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสหรือไม่เคยเป็นโคอีสุกอีใสมาก่อน
  4. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป

*ด้วยความปรารถดีจาก เครือโรงพยาบาลเปาโล*

รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่ โทร.02-271-7000