ช่วงของการตั้งครรภ์ คุณแม่มักได้รับผลข้างเคียงจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ลักษณะอาการบางอย่างจึงเป็นเหมือนเรื่องปกติที่พบได้อยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีบางอาการที่เป็นสัญญาณเตือนของภาวะครรภ์ผิดปกติ โดยเฉพาะ 5 สัญญาณอันตรายนี้ ถ้าเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์เมื่อไหร่…ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน!!

มีเลือดออกทางช่องคลอด

ไม่ว่าเลือดที่ออกมาทางช่องคลอดจะน้อยหรือมาก…ก็ไม่ควรเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ โดยหากมีอาการเลือดออกร่วมกับปวดท้องในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ อาจเกิดจากการแท้งหรือภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก แต่หากมีอาการปวดท้องร่วมกับมีเลือดออกทางช่องคลอดในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นสัญญาณเตือนของการคลอดก่อนกำหนด ดังนั้น ทางที่ดีควรรีบไปพบแพทย์เพื่อความปลอดภัยต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์

ปวดหัวบ่อย ตาพร่ามัว

เพราะช่วงตั้งครรภ์ฮอร์โมนของคุณแม่จะเปลี่ยนแปลงจนมักทำให้มีอาการปวดหัวบ่อยๆ รวมไปถึงความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ในอีกแง่หนึ่ง อาการปวดหัวนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนจาก “ภาวะครรภ์เป็นพิษ” โดยลักษณะของอาการปวดหัวนั้น จะปวดบริเวณขมับ ปวดร้าวที่หน้าผาก ร่วมกับอาการตาพร่ามัว ซึ่งควรรีบไปพบแพทย์ก่อนอาการรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต

ตัวบวม แขนขาบวม เท้าบวม

หากคุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการบวมบริเวณหลังเท้าไม่มากนักอาจไม่ผิดปกติอะไร เพียงแค่เกิดจากการเดินหรือยืนนานๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่มีอาการใบหน้าบวม ข้อเท้า มือ ขาทั้งสองข้างบวม กดแล้วบุ๋ม อาจเป็นสัญญาณอันตรายจากภาวะครรภ์เป็นพิษ หรือ “ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์” ซึ่งควรมาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด ก่อนคุณแม่ตั้งครรภ์จะเกิดอาการชัก…ที่เป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้

ปวดท้อง ปวดหลังร้าวไปถึงก้นกบ

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการปวดท้องเป็นพักๆ ร่วมกับอาการปวดหลังร้าวลงไปที่ก้นกบ มีอาการน้ำเดิน หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดก่อนถึงสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์… อย่านิ่งนอนใจ เพราะนี่เป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เนื่องจากว่าทารกที่คลอดออกมาอาจไม่สมบูรณ์ ทำให้ต้องอยู่ในตู้อบหรือได้การรับการดูแลนานเป็นพิเศษ

กระหายน้ำมาก และมีเหงื่อออกมาก

เมื่อของเหลวในร่างกายของคุณแม่ถูกถ่ายเทไปให้ทารกตัวน้อยในครรภ์อาจก่อให้เกิดภาวะขาดน้ำ คุณแม่จึงรู้สึกกระหายน้ำได้ตลอดเวลา แต่เมื่อไหร่ที่รู้สึกกระหายน้ำผิดปกติและมีเหงื่อออกมาก อาจสันนิษฐานได้ว่า…คุณแม่ตกอยู่ในช่วงภาวะของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จึงควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษา เพราะอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้

เพราะการฝากครรภ์และเข้าพบแพทย์ตามกำหนดนัดหมายทำให้คุณแม่และลูกน้อยได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด ไม่เพียงช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ แต่การตรวจพบความผิดปกติอื่นๆ ได้เร็ว ยังช่วยให้ได้รับการรักษาเร็ว ผลกระทบต่อคุณแม่และทารกก็จะลดน้อยลง

สอบถามเพิ่มเติม
ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลเปาโล

 

 

 

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

ชื่อ

นามสกุล

เบอร์โทร

อีเมล์

เลือกส่งข้อมูลให้กับ รพ.เปาโล สาขาใด *

ข้อความ

captcha

CategoryArticle