หลายคนเมื่อมีอาการเจ็บหน้าอกมักไม่ได้ไปพบแพทย์โดยทันที พอนึกขึ้นได้และมาตรวจภายหลัง แพทย์จึงสังเกตอาการได้ยาก เพราะอยู่ในช่วงอาการสงบ อีกทั้ง “โรคหัวใจ” เป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคที่มักไม่แสดงอาการชัดเจน ดังนั้นการตรวจความผิดปกติของสุขภาพหัวใจด้วยเครื่องมือพิเศษ อย่าง การตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography) หรือ ECHO และการตรวจสมรรถภาพของหัวใจขณะเดินสายพาน EST (Exercise Stress Test) จึงมีบทบาทในการช่วยค้นหาความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจได้

ดูแลหัวใจอย่างไร…ไม่ให้สายเกินแก้

ถึงแม้ว่าการเป็นโรคหัวใจจะไม่ค่อยแสดงอาการให้เห็นมากนัก แต่ก็สามารถสังเกตได้จากอาการต่างๆ เหล่านี้

  • เหนื่อยง่าย ใจสั่น หายใจเข้าได้ลำบาก
  • เหนื่อยเวลาออกกําลังกาย อย่างที่ไม่เคยเหนื่อยแบบนี้มาก่อน
  • รู้สึกเจ็บหรือแน่นบริเวณกลางหน้าอก
  • มีอาการหน้ามืด มีอาการวูบ ไม่รู้สึกตัวแบบกะทันหัน

ดังนั้น หากใครมีอาการดังกล่าวก็ไม่ควรละเลยที่จะพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เพราะหากวินิจฉัยและพบโรคได้เร็ว ก็จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ลดอัตราการเสียชีวิตได้ เราทุกคนจึงควรหมั่นสังเกตอาการของตัวเองและคนในครอบครัวหากมีอาการต้องสงสัยหรือไม่แน่ใจ ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อทำการตรวจยืนยันประเมินความเสี่ยงต่อไป

ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง ECHO

การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography) หรือ ECHO คือการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ส่งคลื่นเสียงที่ปลอดภัยเข้าไปยังบริเวณทรวงอก เพื่อรับเสียงที่สะท้อนออกมา ข้อมูลที่สะท้อนกลับมานั้นจะถูกนำไปแปลเป็นภาพ ซึ่งแพทย์จะเห็นบทจอภาพ โดยแสดงให้เห็นถึง รูปร่าง ขนาด การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจและลิ้นหัวใจว่ามีความผิดปกติหรือไม่ การตรวจแบบนี้ปลอดภัยและไม่เจ็บ สามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องงดน้ำงดอาหาร

ประโยชน์ของการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง ECHO

การตรวจ ECHO เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหอบ เหนื่อย บวม ซึ่งสงสัยว่าอาจเกิดจากโรคหัวใจ โดยแพทย์จะนำผลการตรวจ ไปวินิจฉัยร่วมกับการตรวจจากวิธีอื่นๆ เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หัวใจ การสวนหลอดเลือดหัวใจ ทั้งนี้เพื่อการวินิจฉัยโรคทางหัวใจที่แน่นอน มักเป็นโรคที่เกี่ยวกับการทำงาน การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ การทำงานของลิ้นหัวใจ การไหลเวียนของเลือดในหัวใจ การเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ ขนาดของห้องหัวใจ และตำแหน่งหลอดเลือดต่างๆ ที่เข้าและออกจากหัวใจ

ความปลอดภัยสูง ไร้กังวล

การตรวจด้วยวิธีนี้ถือว่ามีความปลอดภัยสูง แต่ในกรณีที่คนไข้มีการรับประทานยาอยู่เป็นประจำ ก็จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์หรือพยาบาลทราบล่วงหน้า เนื่องจากอาจมีผลต่อผลการตรวจและการทำงานของหัวใจ

ขั้นตอนการตรวจ เจ้าหน้าที่จะให้เปลี่ยนเสื้อ หากเป็นผู้หญิงต้องถอดเสื้อชั้นในออกก่อน โดยเจ้าหน้าที่จะทำการติดอุปกรณ์เพื่อเฝ้าสังเกตคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจวิธีนี้เป็นการตรวจเฉพาะทางที่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ โดยใช้ระยะเวลาในการตรวจประมาณ 30 – 45 นาที และมักไม่เกิน 1 ชั่วโมง สามารถตรวจซ้ำได้บ่อยตามดุลพินิจของแพทย์ อาจตรวจในวันเดียวได้หลายๆ ครั้งก็ได้โดยไม่ส่งผลข้างเคียงใดๆ

เหนื่อยง่ายตอนออกกำลังกาย ตรวจสมรรถภาพของหัวใจ EST ช่วยได้

การตรวจสมรรถภาพของหัวใจ EST (Exercise Stress Test) เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกายด้วยการเดินบนสายพานหรือปั่นจักรยาน วิธีนี้จะช่วยให้แพทย์ตรวจพบการตอบสนองที่ผิดปกติได้ เช่น อาการหายใจลำบาก อาการเจ็บแน่นหน้าอก การเต้นของหัวใจผิดปกติ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจด้วยวิธีนี้จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดขณะออกกำลังกายได้ดี หากผู้ป่วยมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือหัวใจตีบตันอยู่จะทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอขณะที่ออกกำลังกายทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยนแปลงไป บางรายจะเกิดอาการเจ็บ จุกแน่นอกและอาจเป็นอันตรายได้ ทั้งนี้การตรวจจะอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์จึงไว้ใจได้ว่ามีความปลอดภัย

มั่นใจในความปลอดภัย…ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญ

หลังจากที่ซักประวัติของผู้เข้ารับการทดสอบ โดยเน้นที่อาการปัจจุบัน และประวัติคนในครอบครัวที่ป่วยเป็นโรคหัวใจแล้ว ขณะทำการทดสอบทั้งแพทย์และพยาบาลจะเฝ้าดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด หากมีอาการแน่นหรือเจ็บหน้าอก สามารถแจ้งแพทย์และพยาบาลได้ทันที และในระหว่างออกกำลังกาย เครื่องจะวัดความดันโลหิต ชีพจรและคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และถูกบันทึกเป็นระยะทุกๆ 3 นาที ขึ้นอยู่กับแผนการทดสอบนั้นๆ ซึ่งพยาบาลจะสอบถามอาการเจ็บหน้าอก อาการเหนื่อย เมื่อยล้า ใจสั่น เวียนศีรษะในระหว่างทดสอบ เพื่อให้ทราบภาวะของเลือดไปเลี้ยงที่สมองว่าผิดปกติหรือส่งผลต่อโรคหัวใจขาดเลือดหรือไม่ เมื่อผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอก แพทย์จะสังเกตจากคลื่นไฟฟ้าว่ามีอัตราความเร็วของชีพจรและความดันโลหิตที่เปลี่ยนแปลงหรือไม่ ภายใต้การควบคุมในระดับที่ปลอดภัย หากพบความผิดปกติจะหยุดการทดสอบ ทำการประเมิน แยกโรค และกำหนดแนวทางการรักษาต่อไป

เพราะหัวใจเป็นอวัยวะที่ทำงานตลอดเวลา การดูแลรักษาหัวใจให้แข็งแรงจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากพบความผิดปกติจึงควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เพราะหากปล่อยไว้อาจเกิดอันตรายจากโรคได้ทุกเมื่อ

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

ชื่อ

นามสกุล

เบอร์โทร

อีเมล์

เลือกส่งข้อมูลให้กับ รพ.เปาโล สาขาใด *

ข้อความ

captcha

CategoryArticle