นอกจากมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงเรายังต้องระมัดระวังอย่างสม่ำเสมอ เพราะมีอีกหนึ่งโรคมะเร็งร้ายที่อันตรายเป็นอับดับสองรองจากมะเร็งปากมดลูก นั่นก็คือมะเร็งรังไข่ ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดกับผู้หญิงอายุมากเท่านั้น แต่ผู้หญิงที่อายุยังน้อยก็มีโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่ได้ และส่วนมากกว่าจะตรวจพบก็มักอยู่ในระยะที่สามและสี่แล้ว

มะเร็งรังไข่ คืออะไร?

ง่ายๆ เลยก็คือการเกิดมะเร็งที่รังไข่ ซึ่งปกติผู้หญิงจะมีรังไข่สองข้าง โอกาสที่จะเกิดมะเร็งรังไข่ทั้งสองข้างพร้อมๆ กันมีประมาณ 25% และเป็นโรคที่พบได้ตั้งแต่อายุน้อย และมีโอกาสเสี่ยงสูงมากขึ้นเมื่อผู้หญิงมีอายุ 50 ปีขึ้นไป สาเหตุการเกิดมะเร็งรังไข่ สามารถเกิดขึ้นได้ 3 กลุ่มใหญ่คือ

* Germ Cell Tumors มะเร็งฟองไข่ที่เกิดจากเซลล์ตัวอ่อน มีโอกาสพบได้ 5%

* Epithelium Tumors มะเร็งที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุผิวรังไข่ ซึ่งพบได้เป็นส่วนใหญ่คือประมาณ 90%

* Sex Cord-Stomal Tumors มะเร็งเนื้อรังไข่ ซึ่งมีโอกาสพบได้น้อยมาก

“สาเหตุ” ของการเกิดมะเร็งรังไข่

มีหลากหลายสาเหตุมาก ส่วนใหญ่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ยิ่งในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคมะเร็งก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งสูงขึ้น และส่วนใหญ่พบในคนอ้วนมากกว่าคนผอม ส่วนใหญ่มักเกิดกับคนที่มีประจำเดือนเร็วคืออายุน้อยกว่า 12 ปี หรือหมดประจำเดือนช้ากว่าอายุ 55 ปี คนที่มีภาวะมีบุตรยากและต้องใช้ยากระตุ้นการตกไข่ หรือหญิงที่ยังไม่เคยตั้งครรภ์ก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่สูงกว่าหญิงที่เคยตั้งครรภ์มากกว่า 2 ครรภ์ขึ้นไป

อาการเริ่มต้นของ “มะเร็งรังไข่”  ที่เราอาจไม่ทันสังเกต

เพราะอาการที่เกิดขึ้นในระยะเริ่มต้นนั้น แทบจะไม่มีอาการบ่งบอกได้เลย หรืออาการที่เกิดขึ้นก็ดูจะไม่เกี่ยวข้องกับมะเร็งรังไข่เลย เช่น อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ กินอาหารนิดเดียวก็รู้สึกอึดอัดในช่องท้อง รวมถึงมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ ท้องเสีย ท้องผูก เบื่ออาหาร น้ำหนักขึ้นหรือลดลงโดยไม่มีสาเหตุ ปัสสาวะบ่อย ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้ทำให้หลายคนประมาทและไม่คิดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของมะเร็งรังไข่ได้ กว่าจะพบก็มักจะเป็นในระยะลุกลามไปแล้ว คือจะคลำพบก้อนเนื้อบริเวณท้องน้อยเริ่มมีอาการปวดท้อง หรือมีน้ำในช่องท้อง

4 ระยะของมะเร็งรังไข่

* ระยะที่ 1: เซลล์มะเร็งกระจายอยู่เฉพาะรังไข่ หากมีการตรวจพบในช่วงนี้ ก็จะทำการผ่าตัดรักษาได้ทันท่วงที โดยที่ยังไม่ลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ หากมีการตรวจภายในเป็นประจำก็มีโอกาสที่จะพบในระยะนี้ได้มากกว่าคนที่ไม่เคยตรวจเลย

* ระยะที่ 2: เซลล์มะเร็งกระจายไปสู่อุ้งเชิงกราน ก็ยังอยู่ในระยะที่ตรวจพบได้น้อยเช่นกัน เนื่องจากไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาเลย ทำให้มะเร็งรังไข่ลุกลามกลายเป็นภัยเงียบที่อันตรายกว่าที่หลายคนคิด

* ระยะที่ 3: เซลล์มะเร็งกระจายไปสู่เยื่อบุช่องท้อง เป็นระยะที่มักตรวจพบมากที่สุด เนื่องจากหน้าท้องจะขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วจนสังเกตเห็นได้ถึงความผิดปกตินี้ เนื่องจากสารน้ำต่างๆ ในท้องมากขึ้น และคนไข้จะมีอาการตึงและแข็งที่ท้องมากขึ้น แต่น้ำหนักกลับลดลง

* ระยะที่ 4: เซลล์มะเร็งกระจายเข้าสู่อวัยวะอื่นๆ นอกช่องท้อง อาจไล่ไปที่ตับ ปอดอย่างรวดเร็ว

แนวทางการป้องกันและรักษา

เนื่องจากการไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น ทั้งที่สามารถรักษาได้ง่ายกว่าในระยะอื่นๆ ดังนั้นผู้หญิงเราจึงควรป้องกันด้วยการตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี และเน้นการตรวจภายในหรือตรวจอัลตร้าซาวด์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หมั่นออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และควรลดการรับประทานไขมันจากสัตว์ เพราะหากทานปริมาณที่มากเกินไปก็อาจมีแนวโน้มความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งรังไข่ได้มากเท่านั้น และรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาหากพบความผิดปกติอย่างเร่งด่วน ซึ่งก็มีตั้งแต่การผ่าตัด การใช้เคมีบำบัด และการฉายรังสี

ข้อมูลเพิ่มเติมศูนย์สุขภาพสตรี  โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4

สอบถามเพิ่มเติม 02-514-4141 ต่อ 1203 – 1204

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

นพ.วันชัย นาถตระกูลพิทักษ์

นพ.วันชัย นาถตระกูลพิทักษ์

สูตินรีแพทย์ ประจำศูนย์สุขภาพสตรีโรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4
02-514-4140-9
พญ.ชลธิดา เอี่ยมสำอาง

พญ.ชลธิดา เอี่ยมสำอาง

สูตินรีแพทย์ ประจำศูนย์สุขภาพสตรีโรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4
02-514-4140-9
นพ.พลากุล ระงับพิษ

นพ.พลากุล ระงับพิษ

สูตินรีแพทย์ - แพทย์เฉพาะทางผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช ประจำศูนย์สุขภาพสตรีโรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4
02-514-4140-9
พญ.ชลิศา ประสาทสกุลชัย

พญ.ชลิศา ประสาทสกุลชัย

สูติ-นรีแพทย์ - แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งนรีเวช ประจำศูนย์สุขภาพสตรีโรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4
02-514-4140-9

ชื่อ

นามสกุล

เบอร์โทร

อีเมล์

ข้อความ

captcha

2014 © Copyright - Paolo Hospital

For emergency    0-2514-4140